นายกเมืองพัทยาออกโรงแจง กรณีสื่ออังกฤษระบุว่าพัทยาเป็น ‘นครแห่งบาป’

Home / ข่าวทั่วไป / นายกเมืองพัทยาออกโรงแจง กรณีสื่ออังกฤษระบุว่าพัทยาเป็น ‘นครแห่งบาป’

นายกเมืองพัทยาออกโรงแจง กรณีสื่ออังกฤษระบุว่าพัทยาเป็น “นครแห่งบาป”  ชี้ไม่รู้ว่านักข่าวเอาข้อมูลมาจากไหน 

ภายหลังจากเว็บไซต์ “มิร์เรอร์” ของประเทศอังกฤษ รายงานบทความกล่าวหาว่าเมืองพัทยา เป็นเมืองหลวงแห่งเซ็กส์ พร้อมกับชี้ว่าเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้เป็น ‘นครแห่งบาป’ เพราะมีหญิงโสเภณีจำนวนมากที่สุดถึง 2.7 หมื่นคน หรือเท่ากับ 1 ใน 5 คน ที่ค้าบริการทางเพศ กระทั่งมีนักข่าวไปสอบถามนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับกรณีนี้ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถึงกับบอกว่าจะสั่งให้ตำรวจรื้อทั้งหมด

ในส่วนของ พล.ต.ต.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบก.ภ.จว.ชลบุรี และ พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา ออกมาระบุว่าเมืองพัทยาไม่ใช่เมืองเซ็กส์ระดับโลกตามที่สื่ออังกฤษอ้าง และยอมรับว่ามีการลักลอบค้าประเวณีจริง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้กวดขันจับกุมมาโดยตลอด นอกจากนี้ พ.ต.อ.อภิชัย ยังระบุอีกว่าน่าจะมีชาวอังกฤษที่เสียประโยชน์จากเรื่องธุรกิจจึงให้ข่าวผิดๆ ทำให้เมืองพัทยาเสื่อมเสียชื่อเสียง ตามที่รายงานไปแล้วนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ก.พ.60 ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก พล.ต.ต.อนันต์ เจริญชาศรี นายกเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ว่า ในส่วนของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ทุกคนไม่ได้นิ่งนอนใจทำงานกันอย่างเต็มที่อยู่แล้ว ส่วนการที่สื่อไปกล่าวถึงนั้น ปัญหาไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น มันมีมายาวนานแล้ว ซึ่งทุกภาคส่วนจะดูแลนักท่องเที่ยวตลอดเวลา ส่วนที่สื่อต่างชาติระบุว่าเมืองพัทยาเป็นเมืองหลวงแห่งเซ็กส์ของโลกนั้น ตนไม่เข้าใจว่าผู้สื่อข่าวท่านนี้เอาข้อมูลตรงนี้มาจากไหน หรือเขามีอคติต่อคนไทย

อย่างไรก็ตามการค้าประเวณีมันมีแทบทุกประเทศ แต่จะมากล่าวอ้างกันลอยๆแบบนี้ ถือว่าใช้ไม่ได้ ส่วนการพัฒนาเมืองพัทยาไปในทางใดนั้น ทุกวันนี้เมืองพัทยามีการพัฒนาการท่องเที่ยวจนมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมากว่า 8 ล้านคน ซึ่งทำให้เห็นว่าเมืองพัทยายังเป็นที่นิยมของชาวต่างชาติอยู่เสมอ ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ดำเนินการปราบปรามการค้าประเวณีอย่างจริงจัง ซึ่งตนและตำรวจรวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ดำเนินการตามนโยบายอย่างเคร่งครัดแบบเป็นขั้นเป็นตอน

ด้าน พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เปิดเผยว่า กรณีที่เคยระบุว่ามีนักธุรกิจชาวอังกฤษเสียผลประโยชน์จึงให้ข่าวบิดเบือนนั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้มีข้อมูลจากแหล่งข่าวพูดต่อๆ กันมา ซึ่งจากการตรวจสอบแล้วคาดว่าน่าจะเป็นข้อมูลเก่าและไม่ตรงตามความเป็นจริง ในส่วนของ สภ.เมืองพัทยา ที่ผ่านมาได้มีการทำประวัติบุคคลกลุ่มเสี่ยง ซึ่งประกอบไปด้วยสาวแท้และสาวประเภทสองที่ทำงานอยู่ในสถานบริการ อาทิ บาร์เบียร์ บาร์อะโกโก้ อีกส่วนหนึ่งคือหญิงสาวที่มาเที่ยวยืนตามชายหาดพัทยาและหาดจอมเทียน ซึ่งบุคคลกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้ตำรวจท้องที่เชิญตัวมาทำประวัติ และการทำประวัตินั้นเราทำไว้เยอะมาก

ส่วนจุดประสงค์ที่ต้องเชิญตัวมาทำประวัติเพื่อเป็นการป้องกันเหตุอาชญากรรม ไม่ว่าจะเป็นลักทรัพย์ หรือวิ่งราวทรัพย์ จนปัจจุบันสถิติการก่อเหตุลดลง แต่การที่สื่อต่างประเทศนำตัวเลขคนที่ทางตำรวจเชิญตัวมาทำประวัติ ไปเหมารวมว่าบุคคลเหล่านี้เป็นโสเภณีทั้งหมดซึ่งมันไม่ใช่ การที่นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเมืองพัทยา อาจจะมีการไปพูดคุยและเกิดชอบพอกันแล้วชักชวนกันไปเที่ยวต่อก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา สถานที่ท่องเที่ยวทุกที่ก็ต้องมีแบบนี้

ส่วน น.ส.เอ๋ (นามสมมุติ) อายุ 32 ปี พนักงานบาร์เบียร์แห่งหนึ่งในเมืองพัทยา เผยกับผู้สื่อข่าวว่า การที่สื่อของประเทศอังกฤษรายงานว่าเมืองพัทยาเป็นเมืองหลวงแห่งเซ็กส์นั้น โดยส่วนตัวตนคิดเห็นว่าไม่น่าจะใช่ เพราะเรื่องแบบนี้แล้วแต่นักท่องเที่ยวว่าต้องการมาเที่ยวแบบไหนอย่างไร ในเมืองพัทยามีหลากหลายแง่มุมให้เลือกเที่ยว ทั้งการค้าขาย หรือศิลปวัฒนธรรม ให้ได้เลือก ทั้งตลาดน้ำ 4 ภาค สวนนงนุช หรือไม่ก็เมืองจำลอง ฯลฯ อย่าไปมองแค่มุมเดียว

บางคนอยากไปเที่ยวไปดื่มหรือมีผู้หญิงบ้างมันก็เป็นเรื่องธรรมชาติ จะบอกว่าไม่มีเลยมันก็ไม่ใช่ ตรงนี้ก็ต้องยอมรับ เพราะทุกที่ก็มีหมด ไม่ว่าจะเป็นประเทศไทยและประเทศอื่นๆ หรือแม้กระทั่งประเทศอังกฤษเองก็มีโสเภณีเช่นกัน ทำไมต้องมาโจมตีแต่ประเทศไทย แล้วคนที่ประกอบอาชีพอื่นๆ เขาจะอยู่อย่างไร ไม่ใช่ว่าคนเหล่านี้จะเป็นโสเภณีไปเสียทั้งหมด ซึ่งหากรัฐบาลมีการดำเนินการกวาดล้างจับกุมสถานบริการที่เข้าข่าย ปัญหาที่ตามมาคือคดีข่มขืนกระทำชำเราจะเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่ ตรงนี้ควรกลับไปคิดดูอีกที

“คนทุกคนไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไร ก็ต้องต่อสู้ดิ้นรนกันทั้งนั้น ที่สำคัญคือไม่ได้ไปสร้างความเดือดร้อนให้ใคร ไม่ว่าจะทำอาชีพไหนก็สามารถเป็นคนดีได้ ไม่จำเป็นว่าอาชีพโสเภณีจะเป็นคนไม่ดีแค่อาชีพเดียว” น.ส.เอ๋ กล่าว.