TDA พาสื่อไทย-ต่างชาติ ทำข่าวรื้อถอนทุ่นระเบิด 2,500 ทุ่น

สมาคมผู้เก็บกู้ทุ่นระเบิดพลเรือนไทย พาสื่อไทย-ต่างชาติ ทำข่าวรื้อถอนทุ่นระเบิด 2,500 ทุ่น ชี้ เป็นสนามรบจริงเมื่อครั้งในอดีต

วันที่ 15 มีนาคม 2560 สมาคมผู้เก็บกู้ทุ่นระเบิดพลเรือนไทย ได้พาสื่อมวลชนไทย พร้อมสื่อ ต่างชาติ และ กรมกิจการพลทหาร ทำข่าวในการรื้อถอนทุ่นระเบิด UXO จำนวน 2,500 ทุ่น ในโครงการของ TDA ภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ที่ชายแดนช่องพริก อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ ที่ช่วยเหลือโดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมที่ 3 โดยมีผู้เข้าร่วม กว่า 25 คน และมีคนพิการเข้าสังเกตการณ์ด้วย การรื้อถอนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีการปฏิบัติจริง ทุ่นระเบิดจริง ในสนามรบในอดีตจริง

ประวัติการสู้รบในพื้นที่ชายแดน จ.สุรินทร์ พื้นที่ปฏิบัติงานโครงการ ICEA (financially supported by JAPAN) เป็นจังหวัดหนึ่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ ที่เรียกกันว่า อีสานใต้ มีพื้นที่ทั้งสิ้นประมาณ 8,124.056 ตารางกิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศกัมพูชา ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นป่าทึบและภูเขาสลับซับซ้อนทอดยาวตามแนวตะเข็บชายแดนไทย

ราวปี พ.ศ. 2518 เกิดการสู้รบกันเองระหว่างเขมรกลุ่มเจ้าสีหนุกับเขมรฝ่ายเฮง สัมริน ที่มีทหารเวียตนามสนับสนุน โดยเกิดขึ้นตลอดแนวชายแดนไทยกับประเทศกัมพูชา มีการวางทุ่นระเบิดอยู่ในบริเวณพื้นที่ตามแนวชายแดน ทั่งฝั่งประเทศไทยและฝั่งประเทศกัมพูชาเป็นจำนวนมาก

ราวปี พ.ศ. 2527 เกิดการสู้รบของฝ่ายเขมรขึ้นอีกในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะด้าน อ.สังขะ ทหารเวียตนามที่สนับสนุนเขมรเฮงสัมริน ได้เข้ายึดพื้นที่ตามเนินเขาต่างๆ ไว้หลายจุดและได้เข้าตีและปิดล้อมพื้นที่ ทางด้านทหารไทยที่ตั้งฐานปฏิบัติการป้องกันเขตแดนตามแนวชายแดนประเทศไทยทำการเสริมกำลังทหารและเปิดยุทธการ เข้าผลักดันและขับไล่กองกำลังทหารต่างชาติออกจากพื้นที่ประเทศไทยจนหมดสิ้น ช่วงประมาณปี พ.ศ. 2529

กรกฎาคม ปี พ.ศ. 2540 เป็นการเริ่มฉากสงครามตอนอวสานระหว่างฝ่ายเขมรแดง และกองทหารของฝ่ายเจ้ารณฤทธิ์ ที่ถอยร่นมาอยู่ตามชายแดนไทย โดยการนำของพลเอกเนียก บุญชัย สภาพเป็นเพียงกองโจรกระจายอยู่ตามชายแดนฝั่งไทย ที่มั่นสุดท้ายของกลุ่มเขมรแดงคือเมือง “อัลลองเวง” ตรงข้ามกับด่านช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ตามตะเข็บไปด้านตะวันออกประมาณ 30 ก.ม. ไปถึงช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ ต่อมาเมื่อผู้นำเขมรแดงหลายฝ่ายแตกทัพและไปเข้าร่วมกับฝ่ายรัฐบาลมากขึ้น ทำให้เมือง“อัลลองเวง “ตกอยู่ในความครอบครองของฝ่ายรัฐบาลเฮง สัมริน

จนถึง ปี 2541 เป็นการสิ้นสุดสงครามในประเทศกัมพูชา มีการจัดตั้งรัฐบาลผสมหลายฝ่าย ในช่วงที่มีการสู้รบ โดยประเทศไทยได้รับผลกระทบจากการสู้รบของเขมรฝ่ายต่างๆ ตามบริเวณแนวชายแดน รวมทั้งยังมีการรุกล้ำพื้นที่เขตแดน เข้ามาปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ประเทศไทย
ราษฎร์ตามแนวชายแดนไทยได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างหนัก มีการใช้ทุ่นระเบิดและสรรพาวุธระเบิดต่างๆในการสู้รบ บาดเจ็บ พิการ และเสียชีวิตมากมายจนกระทั่งถึงปัจจุบัน

บริเวณช่องพริกพื้นที่ปฏิบัติงานโครงการ ICEA ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจโดยการสอบถามชาวบ้านและแหล่งข่าว (Non-Technical Survey: NTS) ร่วมกับราษฎร 3 หมู่บ้าน ของตำบลจรัส พอสรุปเหตุการณ์ต่างๆได้ดังนี้
ประมาณช่วงปี 2515 เกิดความไม่สงบและมีการสู้รบในประเทศกัมพูชา โดยเขมรเฮง สัมรินเข้าตีผลักดันเขมรกลุ่มเจ้าสีหนุข้ามเขตชายแดนไทยเรื่อยมา

ประมาณปี 2519 ทางราชการได้สั่งให้ราษฎรที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านติดชายแดน (ในบริเวณพื้นที่โครงการ ICEA) ซึ่งก็คือบ้านตระเวงเก่า อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานแห่งใหม่ให้ห่างจากชายแดน บริเวณตำบลจรัส โดยมีชื่อ บ้านตระเวงใหม่ในปัจจุบัน ปัจจุบันผู้ใหญ่บ้านชื่อ นายปริวัตร จันทร์ถาวร ได้ให้ข้อมูลพร้อมผู้ให้ข้อมูลอื่นๆหลายรายว่าในพื้นที่ SHA 397-01-2AD ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของเส้นทางสายบ้านจรัส-ช่องพริก ก่อนจะถึงฐานปฏิบัติการตำรวจตระเวนชายแดนช่องพริก ชาวบ้านเรียกว่า บริเวณต้นห้วยพะยอม (โอนกะบาลปะเปว )

เดิมเคยเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านตระเวงแห่งแรก ก่อนเกิดภาวะสงคราม มีการใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นฐานปฏิบัติการของทหารหลายฝ่าย รวมทั้งเขมรเสรี เขมรกลุ่มเจ้าสีหนุ และเขมรฝ่ายเฮง สัมริน จนกระทั่งกองทัพไทย โดยกองทัพภาคที่ 2 ได้เปิดยุทธการเข้าผลักดันกองกำลังเหล่านี้ออกไป กระทั่งสถานการณ์สงบลงประมาณปี 2529

ปัจจุบันยังคงมีร่องรอยของฐานปฏิบัติการเก่า ปรากฏแนวคูเลต หลุมบังเกอร์เก่า หลุมปืน หลุมบุคคลหลงเหลืออยู่ โดยผู้ให้ข้อมูลมีความมั่นใจว่าในบริเวณนี้มีทุ่นระเบิดจำนวนมาก วางกระจายทั่วทั้งพื้นที่ เนื่องจากในอดีตเคยมีผู้ประสบภัยเหยียบระเบิดหลายราย โดยมีเสียชีวิต 2 และบาดเจ็บ 1 ราย ปัจจุบันบริเวณช่องพริก ห้วงตั้งแต่ 10 ปีที่ผ่านมา ยังไม่มีราษฎรประสบภัยจากทุ่นระเบิดอีกเลย

ขออนุญาตใช้เนื้อหา
เนื้อหานี้ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง