รัฐบาลประกาศ พรก.ฉุกเฉิน


นายกฯ ประกาศสภาวะฉุกเฉิน (07-04-10)


นายกฯ ประกาศ พรก.ฉุกเฉิน (ฉบับเต็ม)

นายกฯ แถลงรัฐบาลประกาศพรก.ฉุกเฉิน

รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง ในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ และอยุธยา เพื่อแก้ปัญหาการชุมนุมของคนเสื้อแดง แต่งตั้ง ?สุเทพ? เป็น ผอ.ศอฉ. ?อภิสิทธิ์? ย้ำเป้าหมายของรัฐบาลคือการคืนภาวะปกติให้ประชาชน และทำให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ ?สาทิตย์? ย้ำทหารให้ความร่วมมือเกินร้อย

ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) เวลา 18.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีตัวแทนจากทุกพรรคการเมือง อาทิ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ? พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายชุมพล ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หัวหน้าพรรคกิจสังคม ร่วมกันประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามที่มีการเคลื่อนไหวการชุมนุมของประชาชนกลุ่มหนึ่งตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามบริหารสถานการณ์ภายใต้กฎหมายความมั่นคง เพื่อมุ่งระงับยับยั้งเหตุร้าย แต่ปรากฏว่าการดำเนินการของรัฐบาลไม่สามารถระงับยับยั้งเหตุร้ายได้ ในทางตรงกันข้ามมีการกระทำที่นำไปสู่การทำผิดกฎหมาย ชุมนุมเกินเหตุ มีผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ และสังคม รวมทั้งภาครัฐ ความเชื่อมั่นในสายตาของชาวโลก แม้ว่ารัฐบาลบังคับใช้กฎหมายอย่างดีที่สุด แต่กลับมีการขัดขืนเคลื่อนไหวผิดกฎหมายมากขึ้น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา มีการฝ่าฝืนการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย และวันนี้ยังมีการบุกรุกรัฐสภา ตนจึงได้เชิญคณะรัฐมนตรีประชุมเป็นกรณีพิเศษบ่ายวันนี้ (7 เม.ย.) และที่ประชุมมีมติให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่ กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งเป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548? รวมทั้งได้เห็นชอบข้อกำหนดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ฉุกเฉิน และมีมติในการจัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยแต่งตั้งให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้กำกับการปฏิบัติงาน เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบและเป็นผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุก เฉิน (ศอฉ.)

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประกาศภาวะฉุกเฉินร้ายแรงในครั้งนี้รัฐบาลมีความมุ่งหวังใช้เครื่องมือ ตามกรอบของกฎหมายในการแก้ไขสถานการณ์ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 4 ประการ ประการแรก ต้องการคืนความเป็นปกติสุขโดยเฉพาะพื้นที่ต่าง ๆ ให้พี่น้องชาวกรุงเทพมหานคร ประการที่สอง ต้องการระงับยับยั้งการเผยแพร่และการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารในลักษณะที่ทำให้ เกิดความแตกแยก และยุยงส่งเสริมให้มีการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ประการที่สาม การประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้เพื่อที่จะสามารถดำเนินคดีได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแกนนำของการชุมนุม ซึ่งจะต้องมีการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป และประการสุดท้าย เพื่อที่จะให้มาตรการระงับเหตุเช่นการก่อวินาศกรรม และเหตุอื่น ๆ อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนขอย้ำว่ากฎหมายนี้เป็นเครื่องมือให้รัฐบาลสามารถบรรลุภารกิจเหล่านี้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่ากฎหมายฉบับนี้มีความมุ่งหมายในการเข้าไปปราบปรามหรือทำ ร้ายประชาชน เป้าหมายของรัฐบาลคือการคืนภาวะความเป็นปกติ และทำให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิในบ้านเมืองของเรา และการที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลก็จะดำเนินการทุกวิถีทางที่เป็นไปตามกรอบของกฎหมาย และเป็นไปตามหลักสากล อยากเรียนว่าขณะนี้บ้านเมืองของเรา ความสงบสุขของประชาชน และผลประโยชน์ของชาติ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จากการปฏิบัติการของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข

?ผมอยากให้ประชาชนเข้าใจว่า การกระทำใด ๆ ที่ผิดกฎหมาย กระทบต่อความสงบสุขของประชาชน และส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคมนั้น ในที่สุดก็จะเป็นการสร้างความเดือดร้อนและความเสียหายให้ประชาชนทุกคน รวมทั้งผู้กระทำผิดกฎหมายด้วย อยากขอให้ประชาชนเข้าใจและละเว้นจากการเข้ามาร่วมชุมนุมในลักษณะที่ผิด กฎหมาย รวมทั้งประชาชนที่ทราบว่า มีญาติ มีเพื่อน หรือใครก็ตามที่รู้จัก เข้าร่วมชุมนุม ได้ชี้แจงทำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญด้วย โดยหวังจะได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม ในการที่รัฐบาลจะบังคับใช้กฎหมายเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินนี้? นายกรัฐมนตรี กล่าว

สำหรับประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร จ.นนทบุรี อ.เมืองสมุทรปราการ อ.บางพลี อ.พระประแดง อ.พระสมุทรเจดีย์ อ.บางบ่อ และ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ อ.ธัญบุรี อ.ลาดหลุมแก้ว อ.สามโคก อ.ลำลูกกา และ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม และ อ.วังน้อย อ.บางปะอิน อ.บางไทร และ อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังออกข้อกำหนดห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน ณ ที่ใด ๆ ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป หรือกระทำการใดอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด ที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉิน จนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ? หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ในทั่วราชอาณาจักร

ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคม หรือการใช้ยานพาหนะ หรือกำหนดเงื่อนไขในการใช้เส้นทางคมนาคม หรือการใช้ยานพาหนะ ทั้งนี้ ตามที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบประกาศกำหนด ห้ามใช้อาคาร หรือเข้าไป หรืออยู่ในสถานที่ใด ๆ หรือห้ามเข้าไปในพื้นที่ใด ๆ ทั้งนี้ ตามที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบประกาศกำหนด และให้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่ที่กำหนดเพื่อความปลอดภัยของประชาชน หรือห้ามผู้ใดเข้าไปในพื้นที่ ทั้งนี้ ตามที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบประกาศกำหนด

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ออกมาจะทำให้รัฐบาลทำงานได้ง่ายขึ้น หากมีการไปปิดล้อมหรือเผาศาลากลางจังหวัด เป็นเรื่องที่ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องประสานเจ้าหน้าที่ในการดูแลความเรียบ ร้อย ยืนยันได้ว่าการทำงานของรัฐบาลได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จากเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะในส่วนของผู้บัญชาการทหารบก ก็ไม่มีปัญหาอะไร ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเกินร้อย .-สำนักข่าวไทย

 : , , ,
อ่านแล้ว : 548 ครั้ง
ติดต่อทีมข่าว : news@mthai.com
ข่าวด่วนถึงมือคุณ MThai SMS News ทันทุกเหตุการณ์ ไม่พลาดทุกข่าวร้อน
สนใจรับข่าว AIS กด *482590800 แล้วโทรออก True และ DTAC กด *4825908 แล้วโทรออก
ติดตาม ! ข่าวด่วน ข่าวดัง กระแสข่าวฮิต บน Facebook คลิกเลยที่นี่
แสดงความคิดเห็น

ล่าสุด! ระบบ Comment สามารถใส่ #hashtag ได้แล้วนะจ๊ะ

:

ข่าว MONO29

The Day

About Me

สนใจโฆษณา ติดต่อ 02-502-0700 ต่อ 7622 sme.ad@mono.co.th