ผ่ายุทธการแก้ไฟใต้ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”

Mthai คุ้ยมูลบึ้ม ผ่ายุทธการปิดไฟใต้ พร่องตัวเลข พ่วงปัญหา กับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามกรอบยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง เพื่อรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ด้วยการน้อมนำยุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นยุทธศาสตร์หลัก ในการแก้ปัญหา และนำยุทธศาสตร์กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยใช้นโยบายสานใจสู่สันติ

ตามแนวทางการเมืองนำการทหาร มาใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ เพื่อมุ่งสู่ผลลัพธ์สุดท้ายที่ต้องการคือ ประชาชนในพื้นที่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และอยู่ร่วมกันอย่างสันติภายใต้ความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม  ตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมานั้นทำให้สถานการณ์ในภาพรวมมีความก้าวหน้าในทางที่ดีขึ้นด้วยการบังคับใช้กฎหมายตามหลักนิติธรรม ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยธรรม ทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่น ศรัทธาในอำนาจรัฐมากขึ้นตามลำดับ  โดยมีผลการดำเนินการที่สำคัญ ดังนี้

ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความเข้าใจ

เพื่อให้เงื่อนไขเรื่องอัตลักษณ์ และความไม่เป็นธรรมไม่สามารถนำมาใช้เป็นพลังในการขับเคลื่อนความขัดแย้งและการสร้างความชอบธรรมของผู้ก่อเหตุรุนแรงด้วยการเสริมสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องโดยดำเนินการดังนี้
  1. สร้างความรู้และความเข้าใจในเรื่อง ประวัติศาสตร์ และอัตลักษณ์ที่ถูกต้อง สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติบนพื้นฐานของความแตกต่างผ่านทางผู้นำศาสนาโดยเชิญชวนบุคคลเป้าหมายเข้าร่วมโครงการประชาร่วมใจทำความดีเพื่อแผ่นดิน และใช้การเข้าพบปะพูดคุยอย่างต่อเนื่องในชุมชน และสถานศึกษา ส่งผลให้ประชาชนเข้าใจนโยบายการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลและหน่วยงานในพื้นที่
  2. สร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องตามวัฒนธรรมและประเพณีของท้องถิ่น โดยการอบรมเจ้าหน้าที่ก่อนลงไปปฏิบัติงาน และจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานให้กับกำลังพลทุกนาย
3. จัดการเสวนา เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นด้วยการระดมความคิดจากผู้แทนของทุกภาคส่วน รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ ผ่านสื่อต่างๆ ตลอดจนการเชิญหรืออนุญาตให้ กลุ่มบุคคลหรือองค์กรต่างๆ เข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้รับทราบสถานการณ์และข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง
4. ประชาสัมพันธ์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจต่อสถานการณ์และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จชต. ผ่านสื่อทุกชนิดไปสู่การรับรู้ของสาธารณะได้อย่างกว้างขวางทั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และพื้นที่นอกจังหวัดชายแดนภาคใต้ และประชาคมโลกส่งผลให้เกิดความเข้าใจในนโยบายของรัฐ และมีความเชื่อมั่นต่อแนวทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ

ยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์

เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตที่ดีขึ้นและช่องว่างทางสังคมลดน้อยลงด้วยการฟื้นฟูและส่งเสริมวิถีชีวิตตามหลักคุณธรรมที่ดีงาม บนพื้นฐานของความแตกต่างทางวัฒธรรม ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิต  โดยมีการปฏิบัติที่สำคัญ ดังนี้.
1. ดำเนินโครงการเยาวชนทำดีมีอาชีพเป็นโครงการที่มีการขยายผลอย่างต่อเนื่อง โดยในปี ๒๕๕๒ เป็นการนำเยาวชนนอกระบบการศึกษามาเข้ารับการฝึกอบรมวิชาชีพ ต่อมาในปี 2553 เป็นการจัดตั้งกลุ่มอาชีพ และในปี 2554 เป็นการจัดตั้งศูนย์การฝึกในพื้นที่ จนถึงปัจจุบันมีเยาวชนที่ผ่านการอบรมตามโครงการแล้วกว่า 26,563 คน จัดตั้งเป็นกลุ่มอาชีพได้แล้ว 682 กลุ่ม จัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ จำนวน 290 กลุ่ม ชมรมทำดีมีอาชีพ 290 ชมรม และศูนย์ฝึกอบรมในพื้นที่จำนวน 5 ศูนย์
2. จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงทำการฝึกอบรมราษฎรในการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มีผู้ผ่านการอบรมแล้ว จำนวน 223,778 คนและสามารถนำไปขยายผลเป็นฟาร์มประจำตำบลได้ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด จำนวน 410 ฟาร์ม เป็นผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีส่วนสำคัญต่อการเสริมสร้างความเข้าใจเพื่อให้ประชาชนได้เห็นถึงความจริงใจของเจ้าหน้าที่ต่อการแก้ไขปัญหา
3. โครงการสร้างงานและจ้างงานเร่งด่วน เป็นโครงการที่รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณ เพื่อแก้ไขปัญหาการว่างงาน และช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีเกียรติ  มีศักดิ์ศรี ไม่ตกเป็นเครื่องมือการก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  โครงการดังกล่าว  ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน โดยแบ่งเป็น 6 กลุ่มภารกิจ ประกอบด้วย
3.1 กลุ่มภารกิจตามโครงการพระราชเสาวนีย์ 9,500 อัตรา ดำเนินการโดยสำนักงานราชเลขาธิการและกรมราชองครักษ์
ผลการดำเนินการ เกิดชุมชนเข้มแข็งที่สามารถดูแลตนเองในกรอบของ อรบ., อรม. จำนวน 760 ชุมชน และประชาชนได้เข้าร่วมโครงการฟาร์มตัวอย่างมีรายได้จากฟาร์มและนำความรู้ที่ได้รับไปขยายผลในชุมชน จำนวน 4,600 ครัวเรือน
3.2 กลุ่มภารกิจช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ  2,240 อัตรา ดำเนินการจ้างครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบให้ ศปอ. ดำเนินการโดย กอ.รมน.จังหวัด
ผลการดำเนินการ  ผู้ได้รับผลกระทบทั้ง 2,240 คน สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติสุข  เกิดเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบที่ควรช่วยเหลือซึ่งกันและกันในระดับอำเภอและจังหวัด  และจำนวน ๒๙๐ คนได้ร่วมเป็นเครือข่ายยุติธรรมชุมชน  เพื่อช่วยเหลือสังคมในด้านความเดือดร้อนทั้งสองเครือข่ายสามารถแบ่งเบาภาระของรัฐในการดูแลเด็กกำพร้า, ผู้ได้รับผลกระทบและงานยุติธรรมชุมชน
3.3 กลุ่มภารกิจเสริมสร้างสันติสุขในชุมชน 11,570 อัตรา วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนภารกิจเชิงรับของ จนท.รัฐ ดำเนินการโดยคณะกรรมการหมู่บ้าน  ขับเคลื่อนโดยหน่วย ฉก. และส่วนราชการในพื้นที่ภายใต้การควบคุมดูแลของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ดำเนินการในพื้นที่ที่มีความพร้อมและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐหมู่บ้านละ 10  คน
ผลการดำเนินการ ในกลุ่มภารกิจเสริมสร้างสันติสุขในชุมชนกลุ่มสร้างสันติสุขในชุมชน ซึ่งมีประชาชนเข้าร่วมโครงการ จำนวน 820 หมู่บ้าน  มีเหตุร้ายเกิดขึ้นในหมู่บ้านเพียง 2 เหตุการณ์  สามารถแบ่งเบาภาระเจ้าหน้าที่ในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของชุมชนได้อย่างดี
3.4 กลุ่มภารกิจฝึกทักษะ/อาชีพ  1,200 อัตรา ดำเนินการโดยจัดหางานจังหวัดและศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดภายใต้การกำกับดูแลของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า
ผลการดำเนินการ ผู้เข้าร่วมโครงการจบการศึกษาระดับ ม.6, ปวช.ฯ, ปวส.ฯ และ ปริญญาตรี  ในพื้นที่ได้มีงานทำ และมีอาชีพที่มั่นคงในบริษัท 842 คน ประกอบอาชีพอิสระ 38 คน สงผลให้เยาวชนเห็นความสำคัญของการศึกษา สถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 540 แห่ง
3.5 กลุ่มภารกิจพิเศษตามโครงการทำดีมีอาชีพ 290 อัตรา ดำเนินการจัดจ้างเยาวชน ที่จบหลักสูตรตามโครงการ ทำดี มีอาชีพ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มเยาวชนในพื้นที่  ไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงและห่างไกลยาเสพติด
ผลการดำเนินการ ได้ดำเนินการจัดตั้งชมรมเยาวชน ทำดี มีอาชีพ ระดับตำบล                จำนวน 290 ชมรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีการรวมกลุ่มเพื่อจัดตั้งกลุ่มอาชีพต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรม จำนวน 741 กลุ่มอาชีพ
3.6 กลุ่มภารกิจสำรองตามความจำเป็นเร่งด่วน 200 อัตรา โดยสามารถขอใช้ตามความจำเป็นเร่งด่วนผ่านกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า
4. การให้บริการทางการแพทย์
๔.๑ ศูนย์แพทย์ทหารบกจังหวัดชายแดนภาคใต้  ได้ให้บริการทางการแพทย์และบริการทันตกรรมไปแล้วกว่า 426,000 คน โดยในปี 2555 (1 ต.ค.54 –31 ก.ค.55)  สรุปได้คือ ตรวจโรคทั่วไป 36,887 คนและบริการทันตกรรม 22,140 คน ซึ่งสิ่งที่ดำเนินการได้ส่งผลในการพัฒนาสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ดีขึ้นตามลำดับ
4.2 โครงการแสงแห่งความหวัง  เป็นโครงการที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 51 ถึงปัจจุบัน โดยนำผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องต้อกระจกตาเข้ารับการผ่าตัดภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดำเนินการร่วมกันทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน  ประกอบด้วย กรมทหารพรานที่ 41 โรงพยาบาลบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร, ศอ.บต. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  มีผู้เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 1,000 คน ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนที่มีปัญหาด้านสายตา  ทำให้สามารถกลับมามองเห็นแสงสว่างได้อีกครั้งหนึ่ง
5 การดูแลชุมชนชาวพุทธ
กอ.รมน.ภาค 4 สน. ได้เข้าไปดูแลและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนที่นับถือศาสนาพุทธเพื่อให้เกิดความมั่นใจในความปลอดภัยและไม่ละทิ้งถิ่นฐานโดยได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจดังนี้.
5.1 ดินแดน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้แก่ ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส และสงขลา            ตั้งแต่ในอดีตนับเป็นเวลาหลายร้อยปีมีประชาชนที่อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งผู้ที่         นับถือศาสนาฮินดู, พุทธ และอิสลาม ติดต่อค้าขายและเป็นญาติมิตร พี่น้องกันอย่างสงบสุข ดังเช่นหลักฐานที่สำคัญคือพระพุทธรูปปางไสยาตร์ สร้างขึ้นสมัยศรีวิชัย พ.ศ.1300 ภายในวัดถ้ำคูหาภิมุข   (วัดหน้าถ้ำ)    ต.หน้าถ้ำ อ.เมือง จ.ยะลา ซึ่งปัจจุบัน หลายพื้นที่พี่น้องประชาชนทั้งสองศาสนาก็ยังอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขถึงปัจจุบัน
5.2 จากการตรวจสอบข้อมูลราษฎรไทยพุทธในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในปัจจุบันพบว่า มีราษฎรไทยพุทธในพื้นที่ต่างๆ ประกอบด้วย จ.ยะลา 61,838 คน ย้ายเข้า 824 คน ย้ายออก 4,351 คน, จ.ปัตตานี  13,015 คน ย้ายเข้า 1,160 คน ย้อยออก 1,189 คนและ จ.นราธิวาส  50,829 คน ย้ายเข้า 2,077 คน ย้ายออก 2,101  คน
5.3 เพื่อเป็นการป้องกันประชาชนพี่น้องที่นับถือศาสนาพุทธและพี่น้องที่นับถือศาสนาอิสลามในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งสาธารณชนทั่วไป ไม่หลงเชื่อการโฆษราชวนเชื่อ การยั่วยุข่มขู่ ของขบวนการในการสร้างความแตกแยก ขอให้มีความสามัคคี ยึดมั่นในความเป็นพี่น้องกัน ความผูกพัน และความสงบสุขนับตั้งแต่อดีตและมีความหวงแหนในแผ่นดินถิ่นเกิดที่หลายครอบครัวได้ตั้งรกราก ถิ่นฐาน เกิด อาศัยและทำมาหากินในพื้นที่นี้ ให้เชื่อมั่นในการปฏิบัติงานของรัฐในการดูแล ป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนทุกคน โดยไม่มีการแบ่งแยกทั้งนี้ความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนทุกคนจะนำมาซึ่งความสงบสุขในที่สุด

ยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแทรกซ้อน

เพื่อให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงไม่ได้รับการสนับสนุนเครื่องมือและปัจจัยที่จำเป็นในการก่อเหตุด้วยการดำเนินการใน ๒ เรื่องหลัก ได้แก่ ปัญหายาเสพติด และน้ำมันเถื่อน โดยได้จัดตั้งคณะทำงานพิเศษดำเนินการแก้ไขปัญหา มีการปฏิบัติที่สำคัญ ดังนี้.
1. การดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด  ตามโครงการแก้ไขปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการของศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเพื่อเอาชนะยาเสพติดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผลการปฏิบัติที่สำคัญคือ
1.1 โครงการญาลันนันบารู มีเยาวชนที่ผ่านโครงการตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน 20,912 คน และมีชมรมญาลันนันบารู ที่ได้จัดตั้งแล้ว 575 ชมรม
1.2 โครงการมัสยิดสานใจป้องกันภัยยาเสพติด เป็นโครงการสร้างชุมชนเข้มแข็งด้วยพลังของศาสนาอิสลามมีเป้าหมาย 2,000 มัสยิด ปัจจุบันมีมัสยิดเข้าร่วมโครงการแล้ว 909 มัสยิด ได้ดำเนินการรับสมัครครัวเรือนสมาชิกได้แล้ว 42,807 ครัวเรือน รับรองเป็นครัวเรือนปลอดภัยได้แล้ว 16,321 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 38.13 และค้นพบผู้ค้า/ผู้เสพ/ผู้สงสัยโดยกระบวนการประชาคม จำนวน 4,934  คน
1.3 โครงการวัดสานใจป้องกันภัยยาเสพติด เป็นโครงการที่ช่วยเหลือพี่น้องชุมชนไทยพุทธปัจจุบันมีวัดและชุมชนไทยพุทธเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 29 แห่ง ในห้วงที่ผ่านมาได้ดำเนินการรับสมัครครัวเรือนสมาชิกเพิ่มเติม 703 ครัวเรือน รับรองเป็นครัวเรือนปลอดภัยได้แล้ว 248 ครัวเรือน คิดเป็นร้อยละ 35.28 และค้นพบผู้ค้า/ผู้เสพ/ผู้สงสัย โดยกระบวนการประชาคม จำนวน 55 คน
1.4 โครงการกองทุนแม่ของแผ่นดิน มีเป้าหมายดำเนินการต่อหมู่บ้าน/ชุมชนที่ได้เงินพระราชทานกองทุนแม่ของแผ่นดิน จำนวน 419 หมู่บ้าน/ชุมชน ในพื้นที่ 3 จชต. และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา (อ.เทพา, จะนะ, สะบ้าย้อย,นาทวี) ได้จัดชุดวิทยากรเข้าดำเนินการได้แล้ว 771 หมู่บ้าน/ชุมชน ได้ดำเนินการรับสมัครครัวเรือนสมาชิกกองทุนแม่ของแผ่นดินได้แล้ว 14,129ครัวเรือน รับรองเป็นครัวเรือนปลอดภัยได้แล้ว 8,675  ครัวเรือนคิดเป็นร้อยละ 61.40 ของจำนวนครัวเรือนสมาชิก และค้นพบผู้ค้า/ผู้เสพ/ผู้สงสัยจากโครงการนี้แล้ว 2,600  คน
2. การปฏิบัติต่อปัญหาภัยแทรกซ้อน
กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้จัดตั้งคณะทำงานพิเศษด้วยการบูรณาการกำลังร่วมหลายฝ่าย  ประกอบด้วย ทหาร, ตำรวจ, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด, ศุลกากร และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน  เข้าจัดการกับปัญหาภัยแทรกซ้อน  ซึ่งมีเครือข่ายสัมพันธ์เชื่อมโยงกับผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ โดยใช้กฎหมายพิเศษเข้าดำเนินการอย่างจริงจัง  สรุปได้ ดังนี้
2.1 การดำเนินการต่อขบวนการค้าน้ำมันเถื่อนในห้วงที่ผ่านมาสามารถตรวจยึดของกลาง จำนวนกว่า 300,000 ลิตร สำหรับในปี 2555 (ต.ค. 54 – มี.ค. 55) สามารถจับกุมและตรวจยึดของกลาง ประกอบด้วย รถกระบะ จำนวน  111 คัน, เรือ จำนวน  4 ลำ, สถานที่เก็บน้ำมันจำนวน 16 แห่ง,น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 157,675 ลิตร และผู้กระทำความผิด จำนวน 127 ราย
2.2 การดำเนินการต่อขบวนการค้ายาเสพติดในห้วงที่ผ่านมาได้จัดกำลังเข้าดำเนินการกดดัน ปราบปราม และสกัดกั้นยาเสพติดในพื้นที่ จำนวน 150 ครั้ง ผู้ต้องหา จำนวน 211 คน ตรวจยึดของกลาง ยาบ้ากว่า 253,000 เม็ด, พืชใบกระท่อมกว่า 2,500 กก., ยาแก้ไอกว่า 33,000 ขวด และยาเสพติดประเภทอื่น ๆ อีกจำนวนมาก
นอกจากนี้ยังสามารถขยายเครือข่ายจากผลการจับกุมที่นำไปสู่การยึดทรัพย์  เครือข่ายค้ายาเสพติดในพื้นที่ ทั้งเงินสด, รถยนต์, ทองคำ, ที่ดิน และทรัพย์สินอื่น ๆ อีกหลายรายการ รวมมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท  ซึ่งการเข้าดำเนินการดังกล่าวได้พบหลักฐานสำคัญที่เชื่อถือได้ว่า  เครือข่ายยาเสพติดที่ถูกจับกุม  เป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับพ่อค้ายาเสพติดทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งเชื่อมโยงกับแกนนำผู้ก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่อย่างชัดเจน

ยุทธศาสตร์การดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชน

เพื่อให้สถานการณ์ในพื้นที่ไม่ถูกยกระดับเข้าสู่เวทีสากล ด้วยการดำเนินการ ดังนี้.-
1. การบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรม “ตามหลักนิติธรรม”  การนำกฎหมายพิเศษมาบังคับใช้ในพื้นที่ จชต. ทั้ง พรบ. กฎอัยการศึก พ.ศ.2457  พรก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และ พรบ.การรักษาความมั่นคงภายใน พ.ศ. 2551  โดยได้เน้นย้ำเจ้าหน้าที่  เคารพในหลักกฎหมาย  ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน และให้การเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเคร่งครัด  ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาไม่มีกรณีร้องเรียนจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐ  โดยมีสถิติคดีความมั่นคงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ตั้งแต่ปี 47 จนถึง 30 มิ.ย.55 จำนวน 102,767 คดีเป็นคดีความมั่นคง จำนวน 8,537 คดี คิดเป็นร้อยละ 8.31 โดยมีรายละเอียดดังนี้
1) ไม่รู้ตัวผู้กระทำความผิด จำนวน 6,505 คดี
2) รู้ตัวผู้กระทำความผิด จำนวน 2,032 คดี (จับได้ 1,444 คดี, หลบหนี 588 คดี)
3) คดีเข้าสู่ชั้นศาล พิจารณาพิพากษา จำนวน 430 คดี
– ลงโทษ จำนวน 177 คดี คิดเป็นร้อยละ 41.16
– ยกฟ้อง จำนวน 233 คดี คิดเป็นร้อยละ 58.84
โดยคดีสำคัญเมื่อ 16 มี.ค. 55  ได้มีคำพิพากษาของศาลจังหวัดนราธิวาส                      กรณีวิทยาลัยอิสลามบูรพา ผู้ต้องหาจำนวน 7 คน โดยตัดสินพิพากษาประหารชีวิต จำนวน 5 คน  จำคุก 27 ปี จำนวน 1 คน  และอีก 1 คน หลบหนีในระหว่างประกัน  ในคดีร่วมกันก่อการร้าย เป็นอั้งยี่ซ่องโจร มีวัตถุระเบิด มีกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต พกปืนในสถานที่สาธารณะ
สำหรับสาเหตุสำคัญของการยกฟ้องคดี  เนื่องจากขาดพยานหลักฐาน  สาเหตุคือ พยานกลับคำให้การ, ไม่มาขึ้นศาล เป็นต้นและที่ผ่านมาผู้ที่ถูกพิพากษายกฟ้องหลายรายได้ก่อเหตุซ้ำ  เช่น กรณีสังหารหัวหน้าพรรคประชาธรรม เมื่อ 15 ธ.ค. 54 พบว่า 1 ใน 2 ผู้ก่อเหตุซึ่งเสียชีวิต ศาลพิพากษายกฟ้อง  คดีฆ่าครูจูหลิน และยิงเจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส. จึงไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่า  การยกฟ้อง  คือการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรม
สำหรับในปี 2555 (1 ต.ค.54-30 มิ.ย.55) มีสถิตคดี 8,461 คดี เป็นคดีความมั่นคง 228 คดี คิดเป็นร้อยละ 2.69 เท่านั้น
  2. การสร้างความเป็นในความรู้สึก  ด้วยการจัดตั้งคณะทำงานด้านความเป็นธรรม  เข้าไปพบปะเสริมสร้างความเข้าใจต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อกรณีเหตุการณ์สำคัญในห้วงที่ผ่านมา เช่น  กรณีตากใบ,กรือแซะ, บ.กาโสด, ไอบือแย, บ.คอกกระบือ เป็นต้น หรือล่าสุดกรณีประชาชนเสียชีวิต 4 ราย                และบาดเจ็บ 4 ราย บ.กาหยี ต.ปุโละปุโย  อ.หนองจิก จว.ป.น. โดยการชี้แจงให้สาธารณชนรับทราบตามผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการอิสระฯ จนนำไปสู่การจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาต่อครอบครัวผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐในขณะปฏิบัติหน้าที่ตามแผนเผชิญเหตุของหน่วย จากกรณีโจมตีฐานปฏิบัติการทหารพราน  ทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในความจริงใจของรัฐ              ในการแก้ปัญหาและการบังคับใช้กฎหมายตามหลักนิติธรรมมากขึ้น
3. ประสานและชี้แจงข้อเท็จจริงให้องค์กรเอกชน ตลอดจนได้พบปะหารือกับผู้แทนจาก หน่วยงานต่างๆ เพื่อให้เข้าใจและรับทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ และไม่ยกประเด็นปัญหาไปสู่ประชาคมโลก
4. ดำเนินการสร้างความเข้าใจ เพื่อนำผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์กลับสู่ภูมิลำเนา รวมทั้งการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่มีหมายตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และหมาย พรก.ฉุกเฉินฯ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอนของกฎหมาย  มียอดเข้าสู่กระบวนการแล้ว จำนวนกว่า 1,427  คน
5. การเตรียมการเพื่อรองรับการนำมาตรา ๒๑ มาบังคับใช้ในพื้นที่ ตั้งแต่ 1 มีนาคม 2544 โดยมีการประชาสัมพันธ์และติดต่อประสานงานกับญาติผู้หลงผิด ปัจจุบันมีผู้เข้าสู่กระบวนการแล้วจำนวน  2  คน ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการอบรมตามหลักผู้นำการเปลี่ยนแปลงเป็นระยะเวลา 6 เดือน

ยุทธศาสตร์การรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

เพื่อให้สภาพแวดล้อมมีความปลอดภัยและประชาชนในพื้นที่สามารถ  ใช้ชีวิตได้ตามปกติด้วยการบูรณาการใช้กำลังทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง กำลังประชาชน และเครือข่ายภาคประชาชน ในการดูแลพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยมีการดำเนินการ ดังนี้
1. การดูแลรักษาความปลอดภัยบุคคล, สถานที่, สาธารณูปโภคและการคมนาคม ที่เป็นเป้าหมายในการก่อเหตุรุนแรง ประกอบด้วยครู โรงเรียน  วัด  พระ  ชุมชนล่อแหลม  ชุมชนเมือง  รถไฟ  ไฟฟ้า  เขื่อน  และเส้นทาง
2. การติดตามจับกุม ผู้ก่อเหตุรุนแรง ใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก  ยึดถือหลักชนะโดยไม่ต้องรบ โดยใช้การเสริมสร้างความเข้าใจ การบังคับใช้กฎหมาย ที่เป็นธรรมและเคารพในหลักสิทธิมนุษยชน  สรุปผลการปฏิบัติที่สำคัญ ตั้งแต่ 1 ต.ค. 54 ถึงปัจจุบัน ดังนี้
– ปะทะกับผู้ก่อเหตุรุนแรง และเสียชีวิต จำนวน 19 คน
– จับกุมผู้ก่อเหตุรุนแรงที่มีหมาย ป.วิอาญา จำนวน 49 คน
– ตรวจยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ จำนวนกว่า 130 กระบอก
– ตรวจยึดวัตถุระเบิด และอุปกรณ์ประกอบ จำนวนมาก

ยุทธศาสตร์การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

เพื่อให้ทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังโดยมีมาตรการ ดำเนินการ ดังนี้
1. ผนึกกำลังทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร ในการป้องกันและแก้ไขเหตุรุนแรง รวมทั้งจัดให้มีการประชุมร่วมกับทุกส่วนราชการเพื่อกำหนดรูปแบบการปฏิบัติงานให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์
2. ส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลท้องถิ่นและชุมชนของตนเองให้มากยิ่งขึ้น โดยจัดตั้งเป็นสมาชิกเครือข่ายภาคประชาชนเฝ้าระวัง ปัจจุบัน มีสมาชิกเครือข่ายกว่า 16,000 คน
3. การบูรณาการปฏิบัติงานร่วมกับ ศอ.บต. พร้อม 17 กระทรวงหลักและส่วนราชการจังหวัด  เพื่อให้เกิดเอกภาพในการบริหารงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันตามกรอบยุทธศาสตร์ของ สมช.ส่งผลต่อการแก้ปัญหาความมั่นคงและการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินการในภาพรวม
  1. การปฏิบัติการทางทหาร อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย ไม่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน การติดตามจับกุม รวมทั้งการปะทะจนทำให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงเสียชีวิต  ยึดถือกฎการปะทะอย่างเคร่งครัด จึงทำให้ไม่มีการชุมนุม หรือร้องเรียนการกระทำของเจ้าหน้าที่
2. ผลสัมฤทธิ์ด้านการเมือง
– จากการสอบถามความคิดเห็นของประชาชน  ของศูนย์ประเมินผล  กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า  พบว่าเรื่องที่ทำให้เกิดกระแสต่อประชาชนในวงกว้างค่อนข้างมาก ได้แก่
– เกิดกระแส “ รู้รัก สามัคคี” ในพื้นที่ ทำให้เกิดกิจกรรมสัมพันธ์ระหว่างชุมชนต่างศาสนามากขึ้น และการแสดงออกถึงการเห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือกัน เมื่อได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์
– เกิดความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการกำหนดทิศทางร่วมกันในการแก้ปัญหาวิถีชีวิตของประชาชน
– เกิดความร่วมมือที่จะพัฒนากำลังประชาชน  เพื่อดูแลในพื้นที่มากขึ้น
ผลสำรวจความพึงพอใจของประชาชนต่อการแก้ปัญหาของ จนท. จำนวน ๒,๙๐๙ คน จาก ๒๙๒ ตำบล พบว่า ประชาชนมีความพึงพอใจ  และยอมรับการปฏิบัติงานของ จนท.
– ประชาชนในพื้นที่เกิดความเข้าใจ และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ด้วยการแจ้งเบาะแสจนนำไปสู่การจับกุมมากขึ้น
– สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ในระดับที่น่าพอใจ
– กลุ่มอาชีพที่มีความสามารถทางด้านการตลาดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
– ประชาชนให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหายาเสพติดในชุมชนและหมู่บ้านตนเองหันมาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เพิ่มมากขึ้น
– การจับกุมคดียาเสพติด และปริมาณยาเสพติดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
– สามารถตัดการสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงจากธุรกิจผิดกฎหมายได้ ในระดับหนึ่ง
  3. ผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติการข่าวสาร
– การสร้างความเข้าใจและชี้แจงข้อเท็จจริงให้องค์กรเอกชนทั้งในพื้นที่ และนอกพื้นที่   รวมทั้งองค์กรต่างประเทศได้รับทราบ  ตลอดจนการอำนวยความสะดวกให้คณะทูตและสื่อมวลชน  จากต่างประเทศเข้าเยี่ยมชมการปฏิบัติงานในพื้นที่ทำให้ผู้แทนขององค์กรต่างๆ เข้าใจและรับทราบถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ จึงทำให้การแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่มีประเด็นที่ถูกหยิบยกเข้าสู่ที่ประชุม OIC หรือองค์กรระหว่างประเทศอื่นๆ
4. ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการแก้ปัญหา จชต.
– ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถจัดตั้งองค์กร  และกองกำลังและที่ตั้งโดยเปิดเผย
– เจ้าหน้าที่รัฐยังคงใช้กฎหมายได้ทุกพื้นที่
– ประชาชนส่วนใหญ่ยังให้การสนับสนุนรัฐ
– ต่างชาติยังไม่เข้าแทรกแซง
– ไม่มีกองกำลังต่างชาติเคลื่อนไหวในพื้นที่

การดำเนินงานของ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ที่มีความตั้งใจแน่วแน่ และมุ่งมั่นที่จะทุ่มเท แรงกาย แรงใจ ในการปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ ให้บรรลุผลและสนองตอบต่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อนำพาวิถีชีวิตของประชาชนสู่ความเป็นปกติ เกิดความปรองดอง สมานฉันท์ สามารถอยู่ร่วมกันได้ภายใต้มิติของความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม  ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการนำไปสู่สันติสุขที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

Mthai News

 

 : , ,
อ่านแล้ว : 824 ครั้ง
ติดต่อทีมข่าว : news@mthai.com
ข่าวด่วนถึงมือคุณ MThai SMS News ทันทุกเหตุการณ์ ไม่พลาดทุกข่าวร้อน
สนใจรับข่าว AIS กด *482590800 แล้วโทรออก True และ DTAC กด *4825908 แล้วโทรออก
ติดตาม ! ข่าวด่วน ข่าวดัง กระแสข่าวฮิต บน Facebook คลิกเลยที่นี่
แสดงความคิดเห็น

ล่าสุด! ระบบ Comment สามารถใส่ #hashtag ได้แล้วนะจ๊ะ

:

  • ผ่ายุทธการแก้ไฟใต้ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”

    แบบนี้มาร์ค ไม่ตามจับโจรใต้ทั้งชาติเลยเหรอ

  • ผ่ายุทธการแก้ไฟใต้ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”

    ถ้าไม่มีไฟใต้ ผมว่า 3 จังหวัดนั้นจะน่าเที่ยวมากๆแน่เลย
    ของดีก็มี อาหารไทย-มาเลเซียก็ยอด

ข่าว MONO29

The Day

About Me

สนใจโฆษณา ติดต่อ 02-502-0700 ต่อ 7622 sme.ad@mono.co.th