พนักงานเหมืองทองอัครา นัดรวมตัว 5พันคน จี้นายกฯ เปิดต่อ

พนักงานเหมืองแร่ทองคำอัครา นัดชุมนุมใหญ่ 5 พันคน วอนนายกรัฐมนตรีเห็นใจให้เปิดต่อ

ความเคลื่อนไหวภายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีออกคำสั่งประกาศปิดเหมืองแร่ทองคำ อัครา รีซอร์สเซส ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร ซึ่งมีพื้นที่สัมปทานขุดหาแร่ทองคำในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ล่าสุดมีรายงานว่าในวันนี้ (19 พ.ค.) เวลา 08.00 น. มีประชาชนจาก 29 หมู่บ้าน ที่อยู่รอบเหมืองแร่ทองคำชาตรี หรือ เหมืองทองอัครา รวมถึงพนักงานและครอบครัว ประมาณ 5 พันคน ออกมาเคลื่อนไหวรวมตัวกันที่ศาลากลางจังหวัดพิจิตร

699781-01

โดยมีเป้าหมายที่จะยื่นหนังสือเรียกร้องขอความเห็นใจจาก นายกรัฐมนตรี ว่า เหมืองทองอัครา จังหวัดพิจิตร มิได้เลวร้ายอย่างที่คิด อีกทั้งอยากชี้แจงว่าถ้าปิดเหมืองทองจะทำให้มีคนตกงานกว่า 2 พันคน ดังนั้น จึงจะนัดรวมกันบุกศาลากลางพิจิตรในวันพรุ่งนี้เช้า ท่ามกลางมาตรการคุมเข้มจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารและตำรวจที่รับทราบการเคลื่อนไหวจากการยื่นหนังสือของแกนนำที่บอกกล่าวทางราชการแล้วด้วย

 

ที่มา INN


อัคราฯ ห่วงปิด ‘เหมืองแร่ทองคำ’ กระทบชาวบ้านตกงาน รัฐสูญรายได้ ชี้ รอบริษัทแม่ที่ออสเตรเลียตัดสินใจถอนลงทุนหรือไม่

นายสิโรจ ประเสริฐผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทมีความกังวลต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการปิดเหมืองแร่ทองคำ ภายใน 7 เดือนนับจากนี้ นอกจากจะทำให้ชาวบ้านในพื้นที่กว่า 4,000 คน ต้องตกงานและขาดรายได้แล้ว ยังส่งผลให้ภาครัฐสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีปีละ 100 ล้านบาท และรายได้จากค่าภาคหลวงปีละ 400 ล้านบาท

ซึ่งยอมรับว่าไทยเป็นประเทศที่มีการจัดเก็บค่าภาคหลวงเหมืองทองคำสูงที่สุดในโลกจากลักษณะการจัดเก็บแบบขั้นบันไดที่ร้อยละ 2.5 – 20 ขณะที่รายรับจากการผลิตทองคำของบรษัทที่มีกำลังผลิตปีละ 130,000 ออนซ์ ในปัจจุบันคิดเป็นรายได้ประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยมีการจ่ายค่าจ้างให้พนักงานเดือนละ 20 ล้านบาท อีกทั้งที่ผ่านมา จากการปิดเหมือง หลังไม่ได้รับใบอนุญาตส่งผลให้บริษัทขาดทุนไปกว่า 2,000 ล้านบาท

โดยในระยะเวลาที่เหลือจากนี้ไม่เพียงพอที่จะขุดสำรวจแร่ทองคำที่เหลืออีก 30 ตันขึ้นมาทั้งหมด เนื่องจากบริษัทฯวางแผนการผลิตตามระยะเวลาที่ประทานบัตรจะหมดอายุในปี 2562 และได้ลงทุนในส่วนดังกล่าวไปแล้วเป็นจำนวนเงิน 14,000 ล้านบาท แต่เชื่อว่าระยะเวลา 7 เดือน เพียงพอที่จะหาข้อสรุปที่ทุกฝ่ายพึงพอใจ ดังนั้น ขณะนี้จึงยังไม่มีแนวคิดที่จะยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด

อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดหากคณะรัฐมนตรียืนยันที่จะคงมติเดิม บริษัทฯ ก็จะหารือกับ กพร. เพื่อลดระยะเวลาดำเนินงานทุกเรื่องให้ทันภายในกำหนด 7 เดือน แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถตัดสินใจแทนบริษัทแม่ที่ออสเตรเลียได้ ว่าจะถอนการลงทุนทั้งหมดในประเทศไทยหรือไม่


อธิบดีกรมอุตฯ ย้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาของประชาชน ชี้ พร้อมช่วยเหลือหลัง ครม.ยุติการทำเหมืองแร่

นายชาติ หงส์เทียมจันทร์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เปิดเผยผ่านรายการ INN โฟกัสเศรษฐกิจ ว่า หลังจากมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรียุติการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำ และประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำทั่วประเทศนั้น

ทางกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานฯ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมจะดำเนินการแผนให้ความช่วยเหลือกับผู้ประกอบการ พนักงาน และประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ส่วนกรณีที่ผู้ประกอบการจะดำเนินการฟ้องร้องรัฐบาลนั้น ส่วนตัวไม่อยากให้เรื่องต้องถึงศาล อยากให้มาพูดคุยกันมากกว่า ทั้งนี้ ขอย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

 

ที่มา  INN


ประกาศ! รมว.อุตสาหกรรมสั่งยุติสัมปทานเหมืองแร่ทองคำทั่วประเทศ หลังเกิดความขัดแย้งกับประชาชนในพื้นที่

นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ว่า ทั้ง 4 กระทรวง ประกอบด้วย กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีมติเห็นชอบในการยุติการอนุญาตอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำและประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำ รวมถึงคำขอต่ออายุประทานบัตรทั่วประเทศด้วย

697788-01

ส่วนในกรณีของ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของพนักงาน และเพื่อเตรียมการเลิกประกอบกิจการ จึงเห็นควรให้ต่ออายุใบอนุญาตประกอบโลหกรรมไปจนถึงสิ้นปี 2559 เพื่อให้สามารถนำแร่ที่เหลืออยู่ไปใช้ประโยชน์ได้ พร้อมทั้งให้บริษัทอัคราฯเร่งดำเนินการปิดเหมืองและฟื้นฟูพื้นที่ที่ผ่านการทำเหมืองให้เป็นไปตามเงื่อนไขการอนุญาต

อย่างไรก็ตาม ได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลประชานและบรรเทาปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นภายหลังสิ้นสุดการประกอบกิจการเหมืองแร่และโลหกรรมของบริษัทอัคราฯ พร้อมทั้งประสานผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตรให้นำเงินกองทุนพัฒนาท้องถิ่นซึ่งมีเงินทั้งสิ้น 45 ล้านบาท มาให้การช่วยเหลือพนักงานที่ได้รับผลกระทบด้วย

 

ขอบคุณภาพจาก  INN

ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy

MThai News

ข่าวที่เกี่ยวข้อง