จับทิศทางอนาคตเศรษฐกิจไทย หลังลง ‘ประชามติร่าง รธน.’

นับถอยหลังอีกเพียงไม่กี่ชั่วโมง ประชาชนคนไทยทุกคน จะต้องออกไปใช้สิทธิ์ลง “ประชามติร่าง รธน.” ประเด็นแรก คือ เห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบ ร่างรธน. ฉบับ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ และ ประเด็นที่สอง คือ เห็นชอบ หรือ ไม่เห็นชอบ คำถามพ่วงเพิ่มเติมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

โดยช่วงที่ผ่านมา ได้มีกระแสถึงทิศทางเศรษฐกิจต่าง ๆ อย่างมากมาย หลายคนกังวลว่าผลลง “ประชามติร่าง รธน.” จะมีกระทบกับเศรษฐกิจไทยหรือไม่อย่างไร วันนี้ MThai News ได้รวบรวมบทวิเคราะห์ของนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจหลายท่าน ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นไว้ดังนี้

58

โดย นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ได้เปิดเผยว่า ผลการลงประชามติร่าง รธน. ในวันที่ 7 ส.ค.นี้ แม้จะผ่านหรือไม่ผ่านนั้น เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย เนื่องจากภาครัฐได้มีกลไกลขับเคลื่อนรองรับรายจ่ายไว้แล้ว และเชื่อว่าจะมีการเลือกตั้งภายในปี 2561 ตามแผนโรดแมปที่วางไว้ ขณะที่ภาคเอกชน และนักลงทุนยังมีความเชื่อมั่น และจะพิจารณาการลงทุนในระยะยาวเป็นหลัก ไม่ตัดสินจากการลงประชามติ

นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย และประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เรื่องของการลงประชามติร่าง รธน. จะมีผลมากหรือน้อยต่อระบบเศรษฐกิจอย่างไรคงวิเคราะห์กันได้ยาก แต่เชื่อว่า หากประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญก็จะมีผลบวกต่อความเชื่อมั่น เพราะจะมีการเลือกตั้ง อีกทั้งยังมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และทำให้เห็นกรอบแนวทางการบริหารประเทศที่ชัดเจนมากขึ้น

ขณะที่ นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ต้องรอดูสถานการณ์การเมือง โดยเฉพาะการลงประชามติร่าง รธน. ในวันที่ 7 ส.ค.นี้ ซึ่งมั่นใจว่าเมื่อการเมืองนิ่ง การบริโภคและการลงทุนจะกลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะขยายตัวเกิน 3% อย่างแน่นอน

ด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงการลงประชามติร่าง รธน. ว่า หากผลออกมาประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว จะทำให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า เป็นรูปเป็นร่างและมีทิศทางที่ทุกฝ่ายรับทราบกันดีว่าจะเป็นแบบใด ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ระบบเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก รวมถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ยังคงจับตาทิศทางการเมืองตัดสินใจเด็ดขาดในการลงทุน

แต่หากการลงประชามติออกมาว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็คงต้องติดตามว่ารัฐบาล จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่มาในรูปแบบใด ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนต้องรอท่าทีของรัฐบาล และอาจจะมีผลต่อเศรษฐกิจเล็กน้อย แต่ถือว่ายังไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลมากนัก

ขณะเดียวกัน นายอภิชัย เรามานะชัย รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ แอพเพิล เวลธ์ มองแนวโน้มหุ้นไทยเดือน ส.ค.นี้ มีประเด็นสำคัญอยู่ที่การลงประชามติร่าง รธน. ซึ่งหากผลประชามติผ่านร่างรัฐธรรมนูญ จะมีเม็ดเงินจากต่างชาติไหลเข้ามาต่อเนื่อง อีก 40,000-50,000ล้านบาทในช่วงครึ่งปีหลัง และดัชนีหุ้นไทย มีโอกาสปรับตัวขึ้น แตะ 1,575 – 1,600 จุด

สำหรับ ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ผลประชามติรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วง จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะปานกลางและระยะยาว ขึ้นอยู่กับผลจะออกมาเป็นอย่างไร

ซึ่งผลประชามติสามารถเป็นไปได้ 4 กรณี ดังนี้

1.กรณีรัฐธรรมนูญและคำถามผ่านประชามติ ต้องไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจก่อให้เกิดความขัดแย้ง และวิกฤตการณ์ประเด็นที่มานายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งได้ โดยจะส่งผลลบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในปีหน้า

2.กรณีรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ แต่คำถามพ่วงไม่ผ่าน สามารถจัดการการเลือกตั้งตามโรดแมป และต้องเปิดกว้างในการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับรวมทั้งยุทธศาสตร์ชาติให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม จะเป็นผลบวกต่อการลงทุนภาคเอกชน

3.กรณีรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงไม่ผ่าน จะต้องเริ่มร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หากกระบวนการร่างสามารถระดมการมีส่วนร่วมมากขึ้น ก็จะได้รัฐธรรมนูญที่ดีกว่าเดิม เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และปราบโกงได้ดีกว่า ซึ่งจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะยาว

การลงทุนภาคเอกชนจะฟื้นตัวอย่างชัดเจน ประเทศเดินหน้าต่อไปได้หากรัฐบาลเปิดให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็นร่วมกันในหลักการสำคัญของรัฐธรรมนูญ ก็จะมีสิทธิเสรีภาพดีกว่าเดิม ดุลยภาพแห่งอำนาจดีกว่าเดิม สวัสดิการโดยรัฐดีกว่าเดิมและที่สำคัญที่สุดปราบโกงได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม

4.กรณีรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ แต่คำถามพ่วงผ่านประชามติ ซึ่งแสดงว่าคนส่วนใหญ่ ไม่ได้ยึดมั่นหลักการนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งอีกแล้ว ที่วีรชนประชาธิปไตยได้เสียสละชีวิตเมื่อเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2535 การเสียสละของวีรชนประชาธิปไตยจะกลายเป็นสิ่งที่สูญเปล่า เพราะประชาธิปไตยจะถอยหลังไปไม่ต่ำกว่า 24 ปี

ทั้งนี้ ผศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า หากเสียงประชามติมีความเป็นเอกฉันท์ การจัดการการลงประชามติโปร่งใสและเรียบร้อย ผลออกมาแล้วทุกคนยอมรับเสียงข้างมาก ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปได้ และไม่สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจและการลงทุนที่รออยู่ข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม หากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ต้องมีกระบวนการในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องยึดหลักการประชาธิปไตย หากไม่ยึดหลักการประชาธิปไตย อาจทำให้เกิดวิกฤตการณ์การเมืองรอบใหม่ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจและการปฏิรูปประเทศได้ ในทุกสังคมที่เข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านสำคัญ จึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปประเทศอย่างรอบด้านที่จริงจัง ไม่เช่นนั้น คนไทยอาจต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ความรุนแรงเกี่ยวกับ เศรษฐกิจ และสังคมได้

 

ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy

MThai News

ข่าวที่เกี่ยวข้อง