ย้ำอีกรอบ! ไม่มีกฎหมายกำหนด ให้ผู้ถูกยึดใบขับขี่ ต้องสอบใหม่

กรมการขนส่งทางบก ระบุ! ไม่มีกฎหมายกำหนดให้ผู้ถูกยึดใบอนุญาตขับรถต้องสอบใหม่ ตามที่มีการแชร์ข้อความทางสังคมออนไลน์

วันนี้ (25 เม.ย.) นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยถึงกรณีที่มีการส่งต่อข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ผู้ที่ถูกยึดใบอนุญาตขับรถจะไม่ได้รับใบอนุญาตขับรถคืน ต้องดำเนินการขอใบอนุญาตขับรถใหม่และจะได้รับใบอนุญาตขับรถชั่วคราว

13083313_1233487659995095_8781875766430486019_n (1)

ทางกรมการขนส่งทางบกขอยืนยันว่า ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด โดยข้อเท็จจริงนั้น ได้กำหนดให้ผู้ที่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถจะไม่สามารถขอรับใบอนุญาตขับรถฉบับใหม่ได้ จนกว่าจะพ้นกำหนด 3 ปี นับแต่วันที่ถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ โดยการขอรับใบอนุญาตขับรถใหม่ดังกล่าว จะต้องเข้าสู่กระบวนการเหมือนผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถรายใหม่ที่ไม่เคยได้รับมาก่อน

คือต้องผ่านการทดสอบสมรรถภาพ เข้ารับอบรมกฎหมายจราจรและการขับขี่ปลอดภัยจำนวน 4 ชั่วโมง ทดสอบข้อเขียนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-exam) 50 ข้อ เกณฑ์ผ่าน 45 ข้อ ทดสอบขับรถในสนามสอบมาตรฐาน และเพิ่มเติมการอบรม เกี่ยวกับการเสริมสร้างจิตสำนึกและปรับพฤติกรรมการขับรถเป็นกรณีพิเศษ อีกจำนวน 3 ชั่วโมง

โดยในขั้นแรก จะได้รับใบอนุญาตขับรถชนิดชั่วคราว แม้ว่าใบอนุญาตขับรถที่ถูกเพิกถอนเป็นใบอนุญาตขับรถชนิดส่วนบุคคลตลอดชีพ ก็จะไม่มีสิทธิ์ได้รับใบอนุญาตขับรถชนิดส่วนบุคคลตลอดชีพอีกต่อไป

อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีการถูกยึดใบอนุญาตขับรถโดยเจ้าพนักงาน จึงเป็นการดำเนินการคนละกรณีกับการถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับรถโดยนายทะเบียน พร้อมทั้งขอความร่วมมือยุติการส่งต่อข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งจะสร้างความสับสนให้กับประชาชนเป็นวงกว้าง

ทั้งนี้ การที่ผู้ขับขี่ยานพาหนะบนท้องถนนถูกยึดใบอนุญาตขับรถโดยเจ้าพนักงาน เนื่องจากกระทำความผิดฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการจราจรทางบกนั้น ใบอนุญาตขับรถที่ถูกยึดยังคงมีผลตามกฎหมาย ต้องดำเนินการติดต่อเจ้าพนักงานให้เรียบร้อยภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้ได้รับใบอนุญาตขับรถฉบับจริงคืนโดยเร็ว

ทั้งนี้ หากพบว่าผู้ถูกยึดใบอนุญาตขับรถแอบอ้างว่าใบอนุญาตขับรถสูญหาย เพื่อจะขอรับใบอนุญาตขับรถฉบับใหม่กับกรมการขนส่งทางบกเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายฐานแจ้งความเท็จ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวในที่สุด

MThai News

ขอบคุณข้อมูลจากแฟนเพจ กรมการขนส่งทางบก PR.DLT.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง