ผู้ตรวจการแผ่นดินผุดไอเดีย จบ ป.6 เกรดต่ำกว่า 2.5 ต้องจ่ายค่าเทอม ม.1 เอง

ผู้ตรวจการแผ่นดิน แนะเด็กไทยต้องเข้าศึกษาภาคบังคับตั้งแต่ 3 ขวบ เหตุเป็นวัยที่รับการเรียนรู้ได้ดีที่สุด ก่อนผุดไอเดีย จบ ป.6 เกรดต่ำกว่า 2.5 ต้องจ่ายค่าเทอม ม.1 เอง หวังฝึกเด็กให้รู้รับผิดชอบตั้งใจเรียน รู้คุณค่าของงบประมาณ

เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 59 ที่ผ่านมา นายศรีราชา วงศารยางกูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ออกมากล่าวถึงกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีข้อเสนอให้นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้มาตรา 44 ผ่านร่างพ.ร.บ.การศึกษา 15 ฉบับ โดยไม่ต้องผ่านที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อปฏิรูปการศึกษาแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาการศึกษาของไทยด้อยคุณภาพ และไม่สามารถสู้กับประเทศอื่นๆ ได้ ดังนั้นจึงได้มีแนวคิดให้นายกฯ ได้ใช้อำนาจในการปฏิรูปการศึกษาให้ได้อย่างเต็มที่

กระทรวงศึกษาธิการ, ศรีราชา วงศารยางกูร, ผู้ตรวจการแผ่นดิน

โดยแนวคิดที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอนั้น คือ การลดการเรียนภาคบังคับจาก 12 ปี ให้เหลือเพียง 9 ปี เนื่องจากเห็นว่าคุณภาพของการศึกษาไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนปีของการศึกษาภาคบังคับ แต่ขึ้นอยู่กับเราจะสอนอะไรต่างหาก ขณะเดียวให้เด็กที่เข้าเรียนภาคบังคับก็ควรมีอายุตั้งแต่อายุ 3 ขวบขึ้นไป เพราะผลการศึกษาด้านจิตวิทยาพบว่าเด็กจะรับรู้ และเรียนรู้ได้มากที่สุดในชีวิต คือช่วงอายุ 1-6 ขวบ ดังนั้นหากอยากให้เด็กเรียนรู้ทักษะอะไร ก็ต้องใส่เข้าไปในช่วงนี้

ซึ่งนอกจากการลดเรียนจำนวนการเรียนภาคบังคับลงแล้ว ทางนายศรีราชา ยังได้กล่าวต่ออีกว่า ควรให้แยกสายสามัญกับสายอาชีวะตั้งแต่ ม.1 เพื่อให้เตรียมตัวว่าจะเลือกเรียนสายไหน แต่ยังคงเรียนวิชาการควบคู่ไปด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้เรียนสายสามัญไปเรื่อยๆ สุดท้ายเข้ามหาวิทยาลัย และจบมาแล้วตกงานเป็นปัญหา อย่างไรก็ตาม ยังเปิดโอกาสให้คนที่เลือกเรียนสายอาชีพ หากต้องการเรียนแพทย์ หรือวิศวกรรมศาสตร์ ก็สามารถสอบเข้าเรียนได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีแนวคิดให้เด็กที่เรียนจบชั้น ป.6 แต่เกรดเฉลี่ยไม่ถึง 2.5 เมื่อเข้าเรียนชั้น ม.1 จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด หากไม่มีเงินจะต้องกู้ยืมจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ทำแบบนี้เพื่อให้เด็กตั้งใจเรียน ทำคะแนนให้ดี จูงใจให้ผู้ปกครอง และเด็กมีความรับผิดชอบต่อตัวเองตั้งแต่ระดับประถมศึกษา สนใจเรียน รู้จักคุณค่าของงบฯ ที่รัฐใช้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่เรียนโดยไม่มีเป้าหมาย โดยข้อเสนอนี้อาจมีหลายฝ่ายไม่เห็นด้วย จึงต้องทำวิจัยเพื่อหาข้อมูลที่ชัดเจน หากจะเสนอให้รัฐดำเนินการจริงๆ

ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใจร้ายเพราะหลายประเทศทั้งสิงคโปร์ เกาหลีใต้ มาเลเซีย ก็ทำแบบนี้ จึงต้องตั้งคำถามว่าเราอยากให้เด็กของเราเท่าเทียม หรือด้อยกว่าเขา เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับการเตรียมตัว การเรียนไม่ฟรีจะเป็นแรงบีบให้ผู้ปกครอง และเด็กได้เตรียมตัว ไม่ใช่ปรนเปรอจนเกินความต้องการ อย่างไรก็ตามเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงข้อเสนอ และในวันที่ 2 พ.ค. นี้ จะนำเรื่องดังกล่าวเสนอสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) พิจารณา ก่อนเสนอให้รัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการศึกษาธิการนำไปปรับใช้ต่อไป

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

ข่าวที่เกี่ยวข้อง