ดร.โสภณ ออกแถลงหนุน บริการทางเพศเป็นสิ่งถูกกฎหมาย

ดร.โสภณ ออกแถลงหนุน บริการทางเพศเป็นสิ่งถูกกฎหมาย หลังจนท. ออกกวดขันหนักในขณะนี้ หวังจำกัดกลุ่มอิธิพลหากินกับงานลักษณะนี้ 

วันนี้ (14 มิ.ย. 59) ดร.โสภณ พรโชคชัย นักวิเคราะห์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ และอดีตผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจออกปฏิบัติหน้าที่รุกปราบปรามการค้าประเวณีตามสถานบริการอาบอบนวดในพื้นที่กรุงเทพฯ ช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยระบุว่า อยากให้มีการเปิดบริการทางเพศเป็นสิ่งถูกกฎหมายอย่างที่หลายประเทศ

บริการทางเพศ, อาบอบนวด, โสภณ พรโชคชัย
(จากหนังสือพิมพ์มติชน 13 มิถุนายน 2559 www.matichon.co.th/news/172496)

ควรให้การให้บริการทางเพศเป็นสิ่งถูกกฎหมาย
AREA แถลง ฉบับที่ 208/2559: วันอังคารที่ 14 มิถุนายน 2559
ผู้แถลง: ดร.โสภณ พรโชคชัย
ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย
บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส sopon@area.co.th

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีการตรวจจับสถานอาบอบนวดหลายแห่ง แต่ส่วนมากตรวจพบว่าไม่มีการค้าประเวณี มีใครเชื่อบ้างว่าไม่มี ควรให้การค้าประเวณีเป็นสิ่งถูกกฎหมาย การค้าประเวณีถูกกฎหมาย ช่วยปราบทุจริต รักษาศีลธรรม

ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย (www.area.co.th) กล่าวว่า ซ่องถือเป็นสถานที่ “อโคจร” แต่ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ทรงรังเกียจบุคคลที่ประกอบอาชีพเหล่านี้ แต่สมัยนี้สังคมสลับซับซ้อนยิ่งขึ้นมีสปา อาบอบนวด ฯลฯ เพิ่มขึ้น ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสิ่งถูกกฎหมาย แต่ปัจจุบันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่ง ดร.โสภณมีสมมติฐานว่าการทำให้ผิดกฎหมายคือรากเหง้าของการทุจริต เราลองมาศึกษาประสบการณ์จากต่างประเทศดู

ในประเทศไทย การให้บริการทางเพศเป็นอาชีพที่ผิดกฎหมาย แต่กลับมีผู้ประกอบอาชีพนี้อยู่มากมาย มีสถานค้าประเวณีอยู่เป็นจำนวนมากในรูปแบบสถานอาบอบนวด ร้านคาราโอเกะ ฯลฯ ศีลธรรมคือข้ออ้างสำคัญที่ทำให้อาชีพนี้ผิดกฎหมาย แต่การที่ทำให้อาชีพนี้ผิดกฎหมาย กลับเป็นการทำลายศีลธรรมอย่างถึงแก่น และกลายเป็นการปกป้องกลุ่มอิทธิพลบางกลุ่มให้สามารถทำอาชีพนี้อย่างเป็นล่ำ เป็นสัน

ในทางตรงกันข้าม อาชีพการให้บริการทางเพศกลับถูกกฎหมายในยุโรปตะวันตกนับสิบประเทศ โดยเฉพาะประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเทศที่เจริญ น่าอยู่และโปร่งใสที่สุดแห่งหนึ่งของโลกนั้น อาชีพการให้บริการทางเพศเป็นอาชีพที่ต้องได้รับใบอนุญาต ผู้ให้บริการเสียภาษีถูกต้อง ลูกค้าสามารถจ่ายผ่านบัตรเครดิตได้ด้วย น่าแปลกแท้ ๆ ประเทศที่ประชาชนมีจริยธรรมสูงส่ง มีวินัยดีเยี่ยม มีคุณภาพชีวิตและการศึกษาชั้นยอด กลับเปิดกว้างสำหรับอาชีพการให้บริการทางเพศอย่างถูกกฎหมาย

เฉพาะในสวิตเซอร์แลนด์ มีผู้ให้บริการทางเพศ 14,000 คน สร้างรายได้ได้ประมาณ 118,055 ล้านบาทต่อปี (3.5 พันล้านสวิสฟรังค์) ผู้ชายระหว่างอายุ 20-65 ปี (อายุเฉลี่ย 33 ปี) จำนวน 350,000 คน (20% ของชายในวัยนี้ทั้งหมด) เคยใช้บริการอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ประชากรสวิตเซอร์แลนด์มี 7.6 ล้านคน แสดงว่ามีผู้ให้บริการทางเพศประมาณ 1 คนต่อประชากรชาย 271 คน (โดยสมมติให้ประชากรหญิงมีเท่ากับชาย) หากใช้สถิตินี้มากับกรณีประเทศไทยที่มีประชากร 66.7 ล้านคน ก็อาจอนุมานได้ว่าไทยมีผู้ให้บริการทางเพศถึง 246,125 คน

ในนครซูริคมีสถานบริการทางเพศรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Sex Boxes” โดยเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 19:00 – 05.00 ของวันรุ่งขึ้น ทั้งนี้มีข้อกำหนดว่าผู้ใช้บริการต้องขับรถผ่านประตูเข้าไปเพียงคนเดียวเท่านั้น คล้ายแนวคิดการสั่งซื้อแฮมเบอร์เกอร์แบบขับผ่าน (Drive In) โดยผู้ใช้บริการต้องขับรถไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้ ซึ่งจะมีผู้ให้บริการทางเพศจำนวนหนึ่งรออยู่ และเมื่อตกลงค่าใช้จ่ายแล้ว ก็เข้าไปมีเพศสัมพันธ์กันใน “Sex Boxes” ซึ่งติดอุปกรณ์เตือนภัยเอาไว้ ก็ทำให้ผู้ให้บริการสามารถแจ้งกับตำรวจได้อย่างรวดเร็วหากมีอันตราย

โดยนับตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา เหล่าคุณตัวต้องมีใบอนุญาตเดินเร่ขายบริการ ซึ่งก่อนที่พวกเธอจะได้รับอนุมัติก็จำเป็นต้องมีใบอนุญาตการทำงาน (work permit) และใบประกันสุขภาพเสียก่อน นอกจากนี้แล้วพวกเธอยังต้องเสียภาษีจำนวน 5 ฟรังก์สวิสต่อคืนด้วย ขณะเดียวกัน ทางด้านลูกค้าในซูริกก็ว่าสามารถมองหาผู้ให้บริการทางเพศได้เพียง 3 จุดที่กำหนดไว้ ได้แก่ sex boxes ที่เพิ่งสร้างเสร็จ และโซนแห่งหนึ่งใกล้ๆ ถนนหลวง ส่วนอีกแห่งคือย่านเมืองเก่า ที่มีไว้บริการคนเดินเท้า

การเปิดกว้างและสร้างความโปร่งใสให้เป็นอาชีพที่อยู่ภายใต้การควบคุมตามกฎหมายคล้าย อาชีพวิศวกร สถาปนิก แพทย์ ช่างก่อสร้าง ช่างตัดผม ฯลฯ ก็เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ผู้ให้บริการทางเพศที่ได้รับการควบคุมการประกอบอาชีพสามารถโฆษณา หรือติดต่อธุรกิจผ่านทางโทรศัพท์ หรือจัดหาสถานที่ ๆ เหมาะสมเพื่อการทำธุรกิจ ทางราชการสามารถจัดโปรแกรมการฝึกอบรมความรู้ การออมทรัพย์ การใช้เงิน การวางแผนความมั่งคั่งในอนาคตของผู้ให้บริการ รวมทั้งการอบรมผู้ใช้บริการให้อยู่ในกรอบกฎหมายโดยเคร่งครัด

ว่ากันว่าการให้บริการทางเพศเป็นอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดยนับย้อนไปถึงยุคเมโสโปเตเมียซึ่งเป็นหนึ่งในสังคมอารยธรรมยุคแรกๆ ของมนุษยชาติ ในกรณีประเทศไทยมีบันทึกไว้ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง ครั้งต้นกรุงศรีอยุธยา และไม่ได้ถือว่าเป็นอาชีพที่ผิดกฎหมาย ในช่วงปลายรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก็มีการตราพระราชบัญญัติป้องกันสัญจรโรค รัตนโกสินทร์ศก 127 (พ.ศ.2451) เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาโรค แต่ก็ไม่ได้ทำให้อาชีพนี้ผิดกฎหมาย

กฎหมายนี้มีความตอนหนึ่งว่า “(สถานค้าประเวณี) ต้องมีโคมแขวนไว้หน้าโรงเป็นเครื่องหมาย . . .” กฎหมายฉบับนี้ยังบัญญัติให้การให้บริการทางเพศต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน มีการจัดทำบัญชีรายชื่อ และมีข้อห้ามการบังคับล่อลวงหญิงมาเพื่อค้าประเวณี เป็นต้น ว่ากันว่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จนถึงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานค้าประเวณีมีอยู่ทั่วไปแทบทุกหัวระแหง

ในบางศาสนา ศาสดาก็ไม่ได้รังเกียจผู้ให้บริการทางเพศ และผู้ให้บริการทางเพศก็มีโอกาสขึ้นสู่สรวงสวรรค์หรือบรรลุธรรมเช่นกัน เพียงแต่สถานค้าประเวณีถือเป็นสถานที่ ‘อโคจร’ สำหรับนักบวช ยิ่งกว่านั้นนักบุญบางท่านถึงกับมองว่าผู้ให้บริการทางเพศช่วยแก้ปัญหาความแตกแยกในครอบครัวจากการมี ‘มากชู้หลายผัว’

ในพุทธศาสนา ก็มีภิกษุณีที่อดีตเป็นผู้ให้บริการทางเพศเช่นกัน นอกจากนี้ในสมัยโบราณยังยกย่องผู้ให้บริการทางเพศเป็น ‘หญิงงามเมือง’ เป็นอาชีพที่มีเกียรติ และมีศักดิ์ศรีในสังคม แต่ในปัจจุบันอาชีพนี้เป็นอาชีพที่ผิดกฎหมาย และกลายเป็นแหล่งทำเงินสำหรับกลุ่มอิทธิพลบางกลุ่ม

ในขณะ ที่การให้บริการทางเพศเป็นอาชีพผิดกฎหมาย แต่รัฐกลับปล่อยให้มีการเปิดสถานค้าประเวณีกันมากมายนั้น ย่อมเป็นเพราะผู้ประกอบอาชีพต้อง ‘ส่งส่วย’ แก่ผู้รักษากฎหมายในระดับต่าง ๆ เป็นการสร้างอาชีพและความมั่งคั่งแก่กลุ่มอิทธิพลบางกลุ่มที่ประกอบการค้า ประเวณี กลุ่มอิทธิพลกลุ่มนี้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องย่อมขยายอิทธิพลกว้าง ขวางไปได้เรื่อย ด้วยเงินจำนวนมหาศาลจากการลอบประกอบอาชีพที่ผิดกฎหมายนี้ ย่อมทำให้สุจริตชนถูกเบียดเบียนหรือไม่สามารถแข่งขันได้อย่างเสรี

ใน ทางตรงกันข้ามหากสามารถทำให้อาชีพนี้ถูกกฎหมาย ก็จะเป็นการทะลายขุมทรัพย์ ‘ตัดท่อน้ำเลี้ยง’ ของเหล่าผู้มีอิทธิพล ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ อย่างครบวงจร ช่วยให้ผู้ประกอบอาชีพให้บริการทางเพศมีรายได้มากขึ้น ไม่ถูกขูดรีดโดยผู้มีอิทธิพล

รัฐมีรายได้จากภาษีอากรในการให้การศึกษาประชาชนในเรื่องนี้ และนำเงินมาพัฒนาประเทศได้มากขึ้น สุจริตชนไม่ถูกรังแกจากผู้มีอิทธิพล ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย และสวัสดิภาพสังคมของประชาชนทั่วไปจะดีขึ้น และศีลธรรมจรรยาของประชาชนทั่วไปก็จะมีความมั่นคงมากขึ้นเช่นกัน

การเปิดให้การให้บริการทางเพศเป็นอาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมาย จะไม่ยิ่งส่งเสริมให้อาชีพนี้ระบาด เพราะในปัจจุบันก็มีสถานค้าประเวณีอยู่ทั่วไปอยู่แล้ว แต่การที่ต้อง ‘ส่งส่วย’ หรือ ‘เสียค่าคุ้มครอง’ เช่นในปัจจุบันต่างหากที่ผู้ประกอบอาชีพนี้ต้องทำงานหนักมากขึ้นเพื่อผลิต และส่งต่อเงินนอกระบบเหล่านี้ แต่หากอาชีพนี้ถูกกฎหมาย และได้รับการคุ้มครองที่ดี อาจยิ่งช่วยจำกัดการประกอบอาชีพที่ขาดความรับผิดชอบ กลายเป็นอาชีพที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

สังคมจะยิ่งสงบสุขมากขึ้น เพราะ ‘ซาตาน’ ไม่อาจอยู่ในที่สว่าง มาช่วยกันรณรงค์ให้การให้บริการทางเพศเป็นอาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมายกันเถอะ

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

ข่าวที่เกี่ยวข้อง