‘ไพบูลย์’ ถามกลับ ‘เหล้า บุหรี่ กาแฟ’ มีผลต่อจิตประสาทเหมือน ‘ยาบ้า’ ทำไมเปิดค้าเสรีได้ ?

‘พล.อ.ไพบูลย์’ ชี้แค่แนวความคิด กรณีถอด ‘ยาบ้า’ พ้นบัญชี ‘ยาเสพติด’ ถามกลับ เหล้า บุหรี่ กาแฟ มีผลต่อจิตประสาทเช่นเดียวกับยาบ้า ทำไมเปิดค้าเสรีได้ ?

จากกรณีที่มีกระแสข่าว เล็งยกเลิก ‘เมทแอมเฟตามีน’ จากยาเสพติดรุนแรงเป็นยาปกติ ถอด ‘ยาบ้า’ พ้นบัญชี ‘ยาเสพติด’ เมื่อปราบไม่สำเร็จก็ต้องอยู่ร่วมกันนั้น ล่าสุด (17 มิ.ย. 59) พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เผยก่อนหน้านี้ตนได้รายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบภายหลังประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในวาระพิเศษ (UNGASS) ว่า

4

ขณะนี้การปราบยาเสพติดโดยใช้วิธีรุนแรงอาจไม่ได้ผลและกระแสโลกเปลี่ยนไป มีผลวิจัยหลายชิ้นระบุว่า องค์ประกอบของยาเสพติด จากพืชทั้งกัญชาและฝิ่น สามารถนำมาใช้เป็นยารักษาโรคได้ซึ่งมาตรการปราบยาเสพติดที่ผ่านมาเน้นแต่การทำลายแหล่งผลิต  สกัดเส้นทางขนส่งสารตั้งต้นและจัดการกับผู้ค้ารายใหญ่

ซึ่งพบว่า ผู้ที่ถูกจับกุมเป็นผู้ค้ารายย่อยทำหน้าที่เพียงรับจ้างขนและจำหน่ายกับผู้เสพ สร้างปัญหาอาชญากรรม ผู้ต้องขังล้นเรือนจำ ออกมาก็สร้างปัญหาสังคมกลับไปเสพยา ขยายเครือข่าย เมื่อไม่สามารถปราบได้หมดจึงควรหาแนวทางอยู่กับยาเสพติดอย่างไร ทั้งนี้ที่ตนเองเสนอเป็นเพียงแนวทางหนึ่งเท่านั้น ยังไม่ได้มีการศึกษาอย่างชัดเจน จึงต้องถามสังคมว่ามีความเห็นอย่างไร

ทั้งนี้ ป.ป.ส. พยายามแก้ปัญหาด้วยการแก้ไขกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ และพิจารณาเรื่องกำหนดโทษ ผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้จำหน่ายและผู้เสพ ว่ารุนแรงเกินไปหรือไม่  อย่างไรก็ตาม ขอให้สังคมช่วยพิจารณาว่า สุรา  บุหรี่ และกาแฟ เป็นสารเสพติดหรือไม่  แล้วเหตุใดจึงไม่มีการจับกุมแต่ปล่อยให้มีการค้าแบบเสรี เพราะสุรา บุหรี่ กาแฟล้วนมีผลต่อจิตประสาทเช่นเดียวกับยาบ้า

 

ที่มา : เดลินิวส์

MThai News


พล.อ.ไพบูลย์ เผยเล็งยกเลิก ‘เมทแอมเฟตามีน’ จากยาเสพติดรุนแรงเป็นยาปกติ จากการปราบปรามให้หมดสิ้น เป็นต้องอยู่ร่วมกันให้ได้

วันนี้ (15 มิ.ย. 59) ศาลฏีกา ร่วมกับสำนักกิจการในพระราชดำริ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และศูนย์วิชาการสารเสพติดภาคเหนือ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ประชุมเรื่อง ทิศทางของนโยบายยาเสพติดโลก เพื่อนำผลของการประชุมสมัยพิเศษของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติเรื่องยาเสพติด ( UNGASS ) ปี 2016 มาปรับใช้ในประเทศไทย

4

ทั้งนี้ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ได้กล่าวถึงวิวัฒนาการแก้ไขยาเสพติดเมื่อ 28 ปีที่ผ่านมาว่า มีแนวคิดทำให้โลกปราศจากยาเสพติดด้วยการประกาศสงคราม แต่เมื่อทำงานร่วมกับยาเสพติดมายาวนานจนถึงปัจจุบัน โลกยอมจำนนให้ยาเสพติด และกลับมาคิดว่าจะอยู่ร่วมกับยาเสพติดได้อย่างไร เปรียบเทียบได้กับคนเป็นมะเร็งที่ไม่มียารักษา ต้องใช้ชีวิตอยู่กับมะเร็งต่อไปให้ได้อย่างมีความสุข ขณะนี้ทิศทางเกี่ยวกับยาเสพติดกำลังเปลี่ยนไป หลายประเทศพูดถึงการแก้ไขปัญหายาเสพติดในเรื่องสิทธิเสรีภาพ และการดูแลสุขภาพอนามัยของผู้เสพ ทิศทางของการใช้ยาเสพติดเพื่อรักษาอาการป่วย แต่ยูเอ็นยังไม่กล้าเขียนและไม่กล้ายอมรับ ทั้งที่มีผลงานวิจัยยืนยันและมีทิศทางของการยอมรับมากกว่า 70% แล้ว

โดยในที่ประชุม UNGASS ไทยเป็นประเทศหนึ่งที่เรียกร้องให้คำนึงถึงการลงโทษที่ได้สัดส่วน เช่น อันตรายของสารกระตุ้นในกลุ่มแอมเฟตามีน ที่มีต่อตนเองและผู้อื่นในสังคม บทบาทของผู้กระทำผิด มาตรการอื่นแทนการลงโทษจำคุก หลายประเทศนำแนวคิดของประเทศไทยไปใช้ แต่ในไทยทำไม่ได้เพราะติดขัดที่กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ถ้าไม่แก้กฎหมายก็เดินต่อไปไม่ได้ ตนจึงผลักดันให้ยกร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดเป็นการปฏิรูปกฎหมายยาเสพติดทั้งระบบ

ขณะนี้กฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างขั้นตอนคณะกรรมการกฤษฎีกา กฎหมายใหม่จะเปิดช่องให้ศาลมีโอกาสใช้ดุลยพินิจในการลงโทษจำคุก หรือการปรับที่น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น เมื่อมีเหตุอันสมควรเฉพาะราย โดยพิเคราะห์ถึงความร้ายแรงของการกระทำความผิด ฐานะของผู้กระทำความผิด และพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้อง การแก้ไขปัญหายาเสพติดต้องดำเนินการให้ครบทั้ง 3 ด้าน คือ ปราบปราม ป้องกัน และบำบัด แต่ที่ผ่านมาการบำบัดทำไม่ได้ ติดขัดที่กฎหมาย ดังนั้นถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่จะเปลี่ยนเมทแอมเฟตามีนจากยาเสพติดรุนแรงเป็นยาปกติ เพราะในทางการแพทย์ เมทแอมเฟตามีนมีผลทำลายสุขภาพและสมองน้อยกว่าบุหรี่และสุรา แต่สังคมกลับยอมรับบุหรี่และสุรา หลังจากนี้จะหารือกับกระทรวงสาธารณสุข ศาล อัยการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ เพื่อหาแนวทางที่เป็นไปได้ในการยกเลิกเมทแอมเฟตามีนจากบัญชียาเสพติด

 

ขอบคุณข้อมูล เดลินิวส์

ภาพ wikipedia

MThai News

ข่าวที่เกี่ยวข้อง