อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ จี้ ป.ป.ช.สอบโครงการ ‘รถกู้ภัย กทม.’

อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ จี้ ป.ป.ช. สอบโครงการ ‘รถกู้ภัย กทม.’ ชี้ มีพฤติการณ์ส่อว่ามีความผิดประมวลกฎหมายอาญา ม.157

วันนี้ (25 ก.ค.59) ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ เดินเข้ายื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรม ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบโครงการจัดหารถกู้ภัยขนาดเล็กของกรุงเทพมหานคร จำนวน 20 คัน ในวงเงินงบประมาณ 160 ล้านบาท

716047-01

เนื่องจากเชื่อว่ามีพฤติการส่อมีความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จากการจัดซื้อจัดจ้างรถกู้ภัยมีราคาสูงเกินจริง ประมาณคันละ 2.5 ล้านบาท แต่ใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า เนื่องจากรถ ATV ที่จัดซื้อเป็นรถวิบาก ที่ไม่เหมาะสมจะใช้เป็นรถกู้ภัย

ขณะที่เครื่องดับเพลิงแรงดันสูง ราคาเครื่องละ 4.1 ล้านบาท แต่ฉีดน้ำต่อเนื่องนาน 5 นาที ในระยะทาง 10 เมตร ซึ่งอาจผิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 จึงอยากให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการหาผู้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาเบื้องต้น

 

ที่มา  INN


เปิดเอกสาร TOR ‘รถกู้ภัย กทม.’ ขณะทีมผู้ว่าฯ ยัน พวงมาลัยซ้ายไม่ผิดกฎหมาย ราคา 8 ล้านเหมาะสมกับคุณสมบัติ

วันที่ 11 ก.ค.2559 นายวสันต์ มีวงษ์ โฆษกผู้ว่าฯ กทม.และ นางเบญทราย กียปัจจ์ รองโฆษกฯ แถลงข่าวชี้แจงกรณีการจัดซื้อรถกู้ภัยขนาดเล็ก 20 คัน โดยนายวสันต์ กล่าวว่า สำหรับรถกู้ภัยทั้งหมดมีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งการที่รถเป็นพวงมาลัยซ้ายถือว่าไม่ผิดกฎหมาย และ ไม่ผิดกฎหมายจราจรทางบก ทั้งนี้การที่จัดซื้อเป็นพวงมาลัยซ้าย เนื่องจากมีการผลิตและใช้กันทั่วโลก อีกทั้งการที่ กทม.จัดซื้อนั้น ดูที่การใช้งานและประโยชน์ในการใช้เป็นหลัก

ทั้งนี้ การที่รถกู้ภัยมีขนาดเล็กเท่ากับรถกะป้อ เนื่องจากต้องการเข้าถึงตรอกซอกซอยที่มีขนาดเล็ก ที่รถดับเพลิงขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าได้ ซึ่ง กทม.มีอยู่กว่า 5,121 ซอย จึงจำเป็นที่ กทม.จะต้องหาแนวทางป้องกันที่เหมาะสม แต่ยืนยันว่ามีรถกู้ภัยมีสมรรถนะที่สูงตามมาตรฐานประเทศเยอรมนีแน่นอน

44

ทั้งนี้ การที่รถกู้ภัยมีขนาดเล็กเท่ากับรถกะป้อ เนื่องจากต้องการเข้าถึงตรอกซอกซอยที่มีขนาดเล็ก ที่รถดับเพลิงขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าได้ ซึ่ง กทม.มีอยู่กว่า 5,121 ซอย จึงจำเป็นที่ กทม.จะต้องหาแนวทางป้องกันที่เหมาะสม แต่ยืนยันว่ามีรถกู้ภัยมีสมรรถนะที่สูงตามมาตรฐานประเทศเยอรมนีแน่นอน

ส่วนข้อสังเกตที่ระบุว่า รถมีสภาพใหม่มากเหมือนไม่ได้ใช้งานนั้น การจะเอาออกไปใช้ต้องมีเหตุเพลิงไหม้เกิดขึ้น ซึ่งตั้งแต่จัดซื้อมายังไม่มีเหตุเพลิงไหม้จึงยังไม่มีการใช้งาน อีกทั้งข้อสังเกตของ นายวิลาศ ที่กล่าวหาว่ารถกู้ภัยดังกล่าว ไม่มีไฟท้าย ไฟเลี้ยว กระจกมองหลังนั้น ขอยืนยันว่ามีองค์ประกอบของรถครบถ้วนไม่เช่นนั้นจะจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกได้อย่างไร

นอกจากนี้ ในกระบวนการตรวจรับทุกครั้ง ก็มีนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นพยานทุกครั้ง โดยการจัดซื้อก็เป็นไปตามเงื่อนไขการประกวดราคา (TOR) ไม่มีการบิดเบือน ส่วนราคาที่ระบุว่าแพงเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีจากประเทศอื่นๆ นั้น ต้องดูการเปรียบเทียบว่าคุณสมบัติ ความสามารถเทียบเท่ากันหรือไม่ เพราะเทคโนโลยีที่ กทม.จัดซื้อจากเยอรมนีถือเป็นเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในขณะนี้

1

2

3

4
เอกสาร TOR โครงการจัดหารถกู้ภัยขนาดเล็ก จํานวน ๒๐ คัน

 


ฉาวอีก! อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เปิดหลักฐานจัดซื้อ ‘รถดับเพลิง กทม.’ มีพิรุธ จี้ สตง. เร่งตรวจสอบ

วันที่ 10 ก.ค. 2559 นายวิลาศ จันทรพิทักษ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตประธานอนุกรรมาธิการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ กล่าวถึงโครงการจัดซื้อรถดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร ว่า สำหรับโครงการนี้ ได้เปิดประมูลราคาในวันที่ 1 ต.ค. 2557 โดยบริษัทที่ประมูลชนะ คือ บริษัท ที.เจ.แอดวานซ์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด และมีการเซ็นสัญญาเมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2558

712242-01

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า บริษัทที.เจ. ที่ชนะการประมูล คือ บริษัทลูกของ บริษัท ริเวอร์เอนจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งกำลังตรวจสอบว่า 2 บริษัทมีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่า บริษัท ที.เจ. ได้มีการเพิ่มวัตถุประสงค์การจัดตั้งบริษัทโดยเพิ่มการซื้อและขายรถดับเพลิง ซึ่งอยู่ในช่วงที่มีการประมูลราคา คือ ในการจดทะเบียนวันที่ 22 มิ.ย. 2554 เป็น 45 ข้อ โดยในข้อ 26 ระบุว่า ซื้อและขายเครื่องดับเพลิง ข้อ 34 ประมูลซื้อและขายรถดับเพลิง

ส่วนบริษัท ริเวอร์ เอ็นจิเนียริ่ง เริ่มก่อตั้งปี 2533  มีวัตถุประสงค์เป็น 100 ข้อ คือทำหมดเลยเหลือแค่ซื้อเครื่องบินอย่างเดียว ที่น่าสนใจคือ เมื่อวันที่ 14 พ.ย.2556 มีการจดวัตถุประสงค์ข้อ 94 ขายอุปกรณ์ดับไฟ สอดรับกับการตั้งงบประมาณครั้งแรกเพื่อจัดซื้อรถกู้ภัยขนาดเล็กในปี 2556 เช่นกัน

โดยขณะนี้ มีสถานีดับเพลิงได้รับรถไปแล้ว 20 สถานี โดยอยากให้ตั้งข้อสังเกตว่า รถที่จัดซื้อเข้ามานั้น สามารถใช้ได้และเหมาะสมกับราคาอย่างไร กับราคาที่ซื้อมารวมทั้งรถทั้งอุปกรณ์ตกคันละกว่า 7.5 ล้านบาท รวมวงเงิน 160 ล้านบาท จำนวน 20 คัน ซึ่งตนได้ลงไปดูรถดังกล่าวใน 3 หน่วย ปรากฏว่า มีรถที่ผิดปกติ และชำรุดไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าการจัดซื้อรถดับเพลิงนี้ต้องมีการทุจริต ซึ่งเป็นการทำงานที่ยึดเพียงตัวเงินเป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์การใช้งาน โดยต่อจากนี้จะทำการรวบรวมเอกสารและข้อมูลหลักฐาน ไปยื่นให้กับ ป.ป.ช. และ สตง. ในสัปดาห์หน้า เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบต่อไป

 

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

ข่าวที่เกี่ยวข้อง