แก๊งต่างชาติปล่อยไวรัส ฉกเงิน ATM ออมสิน เผ่นออกนอกแล้ว

ที่ปรึกษา (สบ 10) เผย รู้ตัวคนร้ายฉกเงินเอทีเอ็ม ออมสิน 12 ล้าน แล้ว เป็นยุโรปตะวันออก สอบโยงคนไทยด้วยหรือไม่ หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว 5 คน

ความคืบหน้าล่าสุดวันนี้ 24 ส.ค. พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น ที่ปรึกษา (สบ 10) ระบุว่า คนร้ายชาวยุโรปตะวันออก เป็นผู้ก่อเหตุ โจรกรรมเงินกว่า 12 ล้าน บาทจากตู้เอทีเอ็ม ธนาคารออมสิน ในพื้นที่ 6 จังหวัด ประกอบด้วย ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี ชุมพรประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี และกรุงเทพมหานคร

723744-02

ขณะนี้สั่งการให้กองบัญชาการสอบสวนกลาง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กองพิสูจน์หลักฐาน ลงพื้นที่ตรวจสอบในที่เกิดเหตุทั้ง ตำรวจภูธรภาค 7 ภาค 8 และกองบัญชาการตำรวจนครบาลแล้ว เพื่อเร่งติดตามตัวคนร้าย ซึ่งตำรวจมีพยานหลักฐานและวัตถุพยาน โดยเฉพาะภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณหน้าตู้เอทีเอ็ม


จากภาพแสดงถึงพฤติกรรมคนร้าย ขณะใช้บัตรปลอมที่ผลิตในประเทศยูเครน เสียบเข้าไปในตู้ก่อนจะถูกควบคุมด้วยไวรัส มัลแวร์ ที่ถูกปล่อยมาก่อนหน้านี้ จนทำให้เงินที่มีอยู่ในตู้ไหลออกมา และจากการตรวจสอบพบว่า ไวรัส มัลแวร์ ถูกส่งไปยังตู้เอทีเอ็ม ที่ใช้เป็นตู้ควบคุม จำนวน 3 ตู้ ในจังหวัดภูเก็ต ก่อนกระจายไปอีก 21 ตู้ ใน 6 จังหวัด

ส่วนการสอบสวนพบว่า กลุ่มคนร้ายมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน และพบว่าบางคนได้หลบหนีออกนอกประเทศแล้ว ตำรวจจึงได้มีการประสานข้อมูลกับตำรวจสากลในการติดตามตัวผู้ต้องสงสัย ส่วนจะมีคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ อยู่ระหว่างตรวจสอบ

ขณะเดียวกัน ตำรวจยังตรวจสอบพบอีกว่า พฤติกรรมของคนร้ายมีความเชื่อมโยงกับการก่อเหตุในประเทศไต้หวัน เมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ผ่านมา และยังพบว่า กลุ่มคนร้าย 5 คน ที่ก่อเหตุในประเทศไต้หวัน เดินทางเข้าออกประเทศไทยหลายครั้ง และจากการสอบสวน พบว่าลักษณะการก่อเหตุมีความเชื่อมโยงกับการก่อเหตุในประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อปี 57 ด้วย

ที่มา… INN


ออมสินระงับใช้งานตู้ ATM  21 จุด หลังถูกโจรกรรมเงินหาย 12.2ล้าน

ธนาคารออมสิน สั่งระงับใช้ตู้เอทีเอ็มตู้เอทีเอ็มบางจุด หลังพบมีการติดตั้งมัลแวร์ดูดเงิน ทำสูญหายแล้ว 12 ล้านบาท

(เบื้องต้น) รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (23 ส.ค. 59) ทางธนาคารออมสิน ได้ประกาศปิดให้บริการตู้เอทีเอ็มบางส่วน หลังตรวจสอบพบว่ามีการติดตั้งมัลแวร์ในตู้เอทีเอ็มเหล่านั้นจำนวน 21 ตู้ ทำให้มีเงินสูญหายไปแล้วมูลค่า 12,291,000 บาท

ออมสิน, ธนาคารออมสิน

เบื้องต้นทางธนาคารได้แจ้งว่า เงินที่หายไปไม่เกี่ยวข้องกับเงินในบัญชีของลูกค้าแต่อย่างใด สำหรับการโจรกรรมรูปแบบนี้คล้ายกับการติดตั้งมัลแวร์ในไต้หวัน ที่อาชญากรขโมยเงินไปได้เกือบ 100ล้านบาท เมื่อช่วงเดือน กรกฎาคมที่ผ่านมา

 

MThai News

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง