รับน้องสร้างสรรค์!เอาอย่าง ‘จันทรเกษม” ทุกปีรุ่นพี่รุ่นน้องร่วมลอกคลอง-บำเพ็ญประโยชน์

ปฏิสัมพันธ์ฉันพี่น้องตีฆ้องร้องป่าวประกาศก้อง “เราจักร่วมกันทำความดี” วิถีประเพณี “การรับน้อง” เช่นนี้จะมีสักกี่ที่สถานดลบันดาลให้เกิดการเพาะบ่ม “พฤติกรรมและจิตใจ” ให้พวกเขาเหล่า “ปัญญาชน” ได้แบกขนวิชาความรู้จากรั้วมหา’ลัยควบคู่การเติบใหญ่ใต้ร่มเงา “จิตสาธารณประโยชน์”

ทุกปีเปิดภาคการศึกษา ปรากฎการณ์ “รอยน้ำตา” มักมาแทนที่ “รอยยิ้ม” อยู่เสมอ เมื่อ “ประเพณีรับน้อง” บางกรณีเกิดผลกระทบเข้าข่ายอนาจร การใช้ความรุนแรง ขัดแย้งหลักสิทธิมนุษยชน จนบานปลายกลายเป็นความสูญเสีย “ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์” ถูกยกอ้างแทนความสำนึก-รับผิดชอบ ความบอบช้ำยังวนเวียนในใจครอบครัวผู้สูญเสียไม่จบสิ้น จำดิ้นสู้ร้องขอความเป็นธรรมย้ำเตือนไว้ “ขอให้คนของตนเป็นเหยื่อรายสุดท้าย”

หลายบทเรียนความชอกช้ำซ้ำรอยความสูญเสีย ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่ประเพณีนี้ควรพลิกโฉมสู่แนวจรรโลงสังคม เฉกเช่นหลายสถาบันที่ปลูกปั้นด้วยวิถีดีงาม หรือ ตามรอยเชิงวิชาการ และ สืบสานการบำเพ็ญประโยชน์

MThai News พาสัมผัสประเพณี “การรับน้อง” ของนักศึกษาวารสารศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ที่สืบสานการรับน้องสร้างสรรค์สวนกระแสยาวนานกว่า 15 ปี โดยการนำศึกษารุ่นพี่และรุ่นน้องร่วมกันสร้างสัมพันธ์ผ่านการ “ลอกคูคลอง-กำจัดผักตบชวาและสิ่งปฏิกูล” แนวคิดนี้คืออะไร ใครเป็นผู้ยืนหยัดสานต่อเจตจำนง และยังคงไว้เคียงคู่สถาบันได้อย่างไร?

02

ผู้ช่วยศาสตราจารย์นุชรินทร์ ศศิพิบูลย์ นายกสมาคมนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม หรือ “อาจารย์นุช” คือ ผู้จุดประกายความคิดจิตสาธารณะ ในฐานะผู้ดูแลโครงการรวมใจภักดิ์รักษ์แม่น้ำลำคลองของมหาวิทยาลัยมาหลายสิบปี เล็งเห็นความสำคัญการร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านในการร่วมอนุรักษ์แม่น้ำลำคลอง จึงผนวกโครงการเข้ากับนักศึกษาทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่สร้างประวัติศาสตร์การรับน้องของวารสารฯ ด้วยการร่วมมือกันบำเพ็ญประโยชน์ ณ ชุมชนสุเหร่าทรายกองดิน คลองสามวา

1-0

ซึ่งเป็นสถานที่เมื่อปี 2537 “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” เสด็จประพาสคลองแสนแสบ พระองค์ท่านได้ทรงพระราชทานต้นตะแบกและปล่อยปลาที่หน้ามัสยิดแห่งนี้ เพื่ออนุรักษ์พันธุ์ปลาและรักษาสิ่งแวดล้อม ดังนั้น วันที่ 20 กันยายนของทุกปี จึงเป็นวันอนุรักษ์คูคลองแห่งชาติ

ขณะเดียวกันที่แห่งนี้ยังเป็นศูนย์รวมหลากศาสนา อาทิ คริสต์ อิสลาม พุทธ อาศัยรวมกันในอาณาเขตเคียงกัน มีสัมพันธ์แน่นแฟ้นผ่านกิจกรรมเพื่อชุมชน จึงเกิดภาพสะท้อนว่า “เหล่าต้นกล้าจิตอาสา” ต้องมาร่วมพัฒนาคูคลองแห่งนี้กันทุกปี เพราะเรื่องจิตสาธารณะจะสัมฤทธิ์ผลได้หากลงมือทำและนำหัวใจร่วมกันพัฒนา

01-2

“การที่พาเด็กๆออกไปพัฒนาไปเก็บผับตบชวาเก็บขยะตามลำคลอง นอกจากทำให้คนในชุมชนเห็นว่านี่เป็นปัญหาของเรา แล้วยังมีเด็กๆข้างนอกมาช่วยทำ ชุมชนก็จะเกิดความรู้สึกว่าเราต้องช่วยกัน ขณะเดียวกันเด็กได้เกิดความรู้สึกว่าเราได้ช่วยแก้ปัญหา ได้ช่วยกันทำสิ่งที่ดีให้สังคม คำว่าจิตสาธารณะจึงถูกกลืนเข้ามาด้วยวิธีการนี้ และเด็กๆจะจำได้ว่าเขาทำสิ่งดีให้สังคมและบทบาทนี้จะติดตัวเขาไป แล้วเขาจะภูมิใจในตัวเอง” ผศ.นุชรินทร์ กล่าว

กระนั้น การรับน้องด้วยวิถีเช่นนี้ นอกจากทำสิ่งดีเพื่อสังคมแล้ว ยังสร้างสัมพันธ์และความสามัคคีระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง พร้อมยังสร้างปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้าน ชุมชน และ คนของภาครัฐที่ยื่นมือเข้าช่วยให้กิจกรรมนี้ผ่านไปด้วยดีและมีความปลอดภัย ภายใต้งบประมาณไม่มากแต่คูคลองกลับสะอาดได้อย่างมหาศาล

“เมื่อลำคลองสะอาดความงดงามถูกส่งผ่านรุ่นต่อรุ่น น้องใหม่มีบ้างเข้ามาต่างเกี่ยงไม่อยากร่วม แต่พอทราบข้อมูล เห็นรุ่นพี่ชาวบ้านช่วยกันเก็บช่วยกันโดด ความสมัครใจจึงเกิดขึ้น จากที่เห็นน้ำสกปรกในวันนั้น มันสกปรกแค่ไม่กี่ชั่วโมง แต่ที่เหลือทั้งชีวิตของเด็ก ใจจะสะอาดตลอดกาล เขาจะมองโลกนี้สวยงามขึ้น ผ่านมุมมองใหม่ว่า เรื่องดีๆในโลกนี้ เราสามารถทำด้วยตัวของเราเองได้ถ้าใจปราถนา”

คำกล่าวของอาจารย์พิเศษแขนงวารสารศาสตร์ นาม “จักษุ ตะกรุดแก้ว” ผู้ร่วมสานเจตจำนงอาจารย์นุช ผู้อยู่คู่เคียงคูคลองพร้อมผองนักศึกษามาหลายสิบปี มองเรื่องดีของกิจกรรมนี้ผ่านรุ่นสู่รุ่นครุ่นคิดอยู่เสมอ จะปลูกต้นกล้ากลายเป็นสื่อมวลชนได้ “ใจอาสาต้องมาก่อน” สะท้อนบริบทรับน้อง “แก่นคือ? ปัญญาชนได้? และ สังคมได้?

0

“รับน้องลอกคลอง” ตอบโจทย์ทุกข้อผ่านกระบวนการ “มองเห็นปัญหา-นักศึกษาเรียนรู้-สู่การสมัครใจ-ได้ปฎิสัมพันธ์-หันหน้าสามัคคี-มีใจอาสา-พัฒนาชุมชน-เปลี่ยนเป็นคนใหม่-หัวใจสาธารณะประโยชน์” ทั้งหมดนี้ยิ่งทวีเสียงสะท้อนในมุมดี ที่สร้างภาพลักษณ์สถาบัน-บันดาลกุศลเพื่อตัวนักศึกษาและสังคม ผ่านเสียงสะท้อนของชาวบ้านและภาครัฐ

ยกตัวอย่างเช่นน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 กรุงเทพฯรับผลกระทบหลายพื้นที่ เช่นเดียวกับ ชุมชนสุเหร่าทรายกองดิน แต่ด้วยคูคลองต่างๆผ่านมือนักศึกษา-ชาวบ้านที่ร่วมกันกำจัดผักตบชวาและสิ่งปฏิกูล เมื่อน้ำไร้สิ่งกีดขวางเกิดช่องว่างการระบาย ที่แห่งนี้จึงรับผลกระทบน้อยกว่าพื้นที่อื่นๆ

หรือจะเป็นเสียงสะท้อนจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง ซึ่งส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่าการรับน้องเช่นนี้ให้คุณมากกว่าโทษ ทั้งเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์ควบคู่กับการสร้างประโยชน์ให้สังคมและยังสร้างจิตอาสาให้เกิดขึ้นกับตนเองมากยิ่งขึ้น

01

“สมัยก่อนเข้ามหาวิทยาลัย คิดเสมอการรับน้องต้องออกแนวบันเทิงหรือแนวใช้ความรุนแรง แต่ที่นี่กลับรับน้องแนวปลูกฝังจิตใจให้บำเพ็ญประโยชน์ควบคู่กับการได้รู้จักรุ่นไปในตัว จึงมองเป็นมิติใหม่ของการรับน้องที่สร้างสรรค์” ปรีดาชัย ราชภาวี ศิษย์เก่า มรภ.จันทรเกษม กล่าว

“การรับน้องที่นี่ต่างจากที่เคยเจอมา เพราะที่นี่ช่วยปลูกฝังเราให้มีจิตสาธารณะ ช่วยเหลือบำเพ็ญประโยชน์ และยังได้พบปะรุ่นพี่รุ่นน้องชาวบ้านและเรียนรู้ปัญหา ที่สำคัญรู้สึกดีที่เรามีส่วนร่วมในการทำให้ลำคลองสะอาด ระบบนิเวศดีขึ้น” ประพันธ์ สุภานัส ศิษย์เก่า มรภ.จันทรเกษม กล่าว

“ที่แห่งนี้เน้นเรื่องบำเพ็ญประโยชน์ ให้เรามีจิตอาสา เช่น การรับน้องลอกคลอง มองเป็นกิจกรรมที่ดี อีกทั้งยังมีการสอบถามความสมัครใจ ไม่มีปกปิดข้อมูล บอกทุกรายละเอียดว่าจะทำอะไร ที่ไหนอย่างไร สร้างความไว้ใจและความปลอดภัยในการร่วมกิจกรรม” อิทธิพัฒน์ อิทธิวรรณพงศ์ น.ศ.ปี1 มรภ.จันทรเกษม กล่าว

0-0-0

แม้เสียงสะท้อนต่างย้อนถึงสิ่งดีที่การรับน้องเช่นนี้มีประโยชน์ต่อสังคม แต่คำชื่นชมกลับผสมด้วยข้อห่วงใยว่าวิถีเช่นนี้มีความปลอดภัยกับนักศึกษาหรือไม่?

“มีแน่นอน” คำยืนยันสองอาจารย์ชี้ชัดผ่านมานับสิบปีไม่เคยมีปัญหาเด็กจมน้ำหรือเกิดโรคภัยหลังลงคลอง เพราะคนที่จะลงสู่ลำน้ำได้ต้องเกิดความสมัครใจและว่ายน้ำเป็น ส่วนคนที่เหลือส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงคอยช่วยกันเก็บขยะผักตบชวากันบนบกเท่านั้น

ขณะเดียวกัน โครงการนี้อยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่สำนักงานกทม.ที่ช่วยสอดส่องความปลอดภัยและทำงานร่วมกันกับชุมชนและนักศึกษาจึงสามารถวางใจได้

แต่อย่างไร ข้อห่วงใยทั้งหลายนี้ ถือเป็นเรื่องดีที่คณาจารย์พร้อมน้อมรับและอยู่ระหว่างปรับปรุงกิจกรรมนี้ให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการสร้างมาตรฐานความปลอดภัย

01-0

เมื่อเหล่าต้นกล้าสูงสง่าใต้เงาจิตอาสาสืบสานผ่านมานับสิบปี ที่น่าเสียดายกลับกลายเป็นเหล่าใบอ่อน 4 รุ่นหลังที่อดสัมผัสวิถีลอกคลอง การรับน้องเหลือไว้ซึ่งการคล้องแขนร่วมกันศึกษาชีวิตแม่น้ำและปัญหาลำคลอง ณ ชุมชนเดิมหรือสถานที่ต่างๆ ส่วนเรื่องการบำเพ็ญประโยชน์มิเคยเสื่อมคลาย  เพราะคณาจารย์ได้ร่ายมนต์อาสาตามติดตัวและหัวใจนักศึกษาไปทุกคน

อย่างไรก็ตาม “การรับน้องลอกคลอง” มิได้ปิดฉากไป แต่พับไว้เพื่อปรับปรุง-พัฒนาความพร้อมด้านอื่นให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น วันใดหากได้เปิดฉากใหม่ แล้วของที่เหมือนกันจะไหลรวมสู่แม่น้ำลำคลองดังเดิม นั่นคือต้นกล้าจิตอาสา” รุ่นสู่รุ่นสืบไป…

เรื่อง/ภาพ ….  ชัยพัฒน์ แกล้วทนงค์ 

ขอบคุณภาพประกอบ วารสารศาสตร์จันทรเกษม 

ติดตามสกู๊ปข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

01-3
01-1

 

 

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง