รัฐบาลยันไม่ใช่กลุ่มแยกดินแดน ภาพคนสวมเสื้อแผนที่ 5 จว.ชายแดนภาคใต้

“นายกรัฐมนตรี” เตือนสติคนไทย ใช้โซเชียลต้องไตร่ตรอง หลังปรากฎข่าวมั่วภาพกลุ่มคนใส่เสื้อแผนที่ชายแดนใต้ว่าเป็นพวกแบ่งแยกดินแดน

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมากล่าวถึงกรณีปรากฏภาพชายหาคนสวมเสื้อแบ่งแยกดินแดนในลักษณะรูปแผนที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านโลกออนไลน์ ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับการแบ่งแยกดินแดน แต่เป็นการจัดทำเพื่อใช้ทำกิจกรรมรณรงค์ให้คนในท้องถิ่นอนุรักษ์ภาษามลายูไม่ให้เลือนหายไป

ดังนั้นจากประเด็นดังกล่าวข้างต้น ทางนายกฯ อยากให้เป็นกรณีศึกษาในการรับข่าวสารของประชาชน ควรไตร่ตรองและใช้วิจารณญาณให้ถี่ถ้วนเพื่อเป็นการป้องกันการเข้าใจผิดที่อาจคลาดเคลื่อนได้ โดยเฉพาะข่าวสารที่มาจากโลกออนไลน์

“ย้ำอีกครั้งว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ ดังนั้นการแสดงความคิดเห็นหรือกระทำการใดๆ ที่ไม่เหมาะสม อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย และทำให้ประชาชนเกิดความสับสน โดยนายกฯ ได้กำชับให้หน่วยงานด้านความมั่นคงเฝ้าติดตามตรวจสอบพฤติกรรมที่บ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศอย่างเข้มงวด

โดยเฉพาะช่วงที่ใกล้วันลงประชามติ และหากพี่น้องประชาชนมีข้อมูลหรือเบาะแสการกระทำผิดขอให้รีบแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่บ้านเมือง เพื่อร่วมกันรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว

 



ว่อน! ภาพ ‘เสื้อแบ่งแยกดินเเดน’ กอ.รมน. เร่งสอบ เตือน ส่อผิดกฎหมาย ลั่น ไทยต้องไม่มีแบ่งแยก 

โลกออนไลน์แห่แชร์ ภาพเสื้อยืดสีขาว สกรีนรูปแผนที่สีแดงบนตัวเสื้อเป็นแผนที่ดินแดนบางส่วนในภาคใต้ของไทยและตอนเหนือของมาเลเซีย และ ภาพกลุ่มคน 5 คนใส่เสื้อดังกล่าว จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ารูปดังกล่าวนั้นแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย

89-7-0

ขณะเดียวกัน เรื่องดังกล่าว ทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ได้อยู่ระหว่างการสอบสวน โดย พ.อ.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษก กอ.รมน. กล่าวว่า ภาพดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ไม่ดีต่อสังคมโดยรวม และอาจจะทำให้ประชาชนคนไทยมีความเข้าใจผิดได้ พร้อมย้ำ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติไว้ว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้

ดังนั้น จึงขอให้ประชาชนรับรู้ข่าวสารด้วยความระมัดระวัง อย่าได้หลงเชื่อผู้ไม่หวังดีที่สร้างข่าวเท็จ ซึ่งขณะอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า เป็นกลุ่มใดและ ทำในสถานที่ใด และจะชี้แจงความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

ข่าวที่เกี่ยวข้อง