กสม.แจง7ข้อกรณีเครื่องพันธนาการ ชี้7น.ศ.ไม่ได้ใส่โซ่ตรวน?

กรรมการสิทธิมนุษยชน ออกโรงแจง 7 ข้อความเข้าใจ เครื่องพันธนาการ  ชี้ 7 น.ศ. ไม่ได้ถูก “ใส่โซ่ตรวน” แต่ ?
ตามที่กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติท่านหนึ่ง คือ อังคณา นีละไพจิตร ได้ให้ข่าวว่า กรณีที่พนักงานสอบสวนนำ 7 นักศึกษาผู้ต้องขังตามหมายขังของศาลทหาร ไปยื่นคำร้องขอฝากขังต่อ โดยมีการใส่โซ่ตรวนไว้ที่ข้อเท้าทั้ง 2 ข้าง เมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา ภาพที่ออกมาเป็นการละเมิดต่อสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลเหล่านี้

โดยนายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกเอกสารชี้แจงเรื่องการให้ข่าวกรณีควบคุมตัว 7 นักศึกษาผู้ต้องขัง ว่า 1) ตามกฎกระทรวงที่ออกตามความในมาตรา 58 แห่ง พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2479 เครื่องพันธนาการที่จะใช้แก่ผู้ต้องขังมี 5 ประเภท คือ (1) ตรวน (2) กุญแจมือ (3) กุญแจเท้า (4) ชุดกุญแจมือและกุญแจเท้า และ (5) โซ่ล่าม กรณีการพันธนาการผู้ต้องขังทั้ง 7 เป็นการใช้กุญแจเท้า ไม่ใช่โซ่ตรวนตามที่มีการให้ข่าว

72-3

2) ตามกฎกระทรวงที่ออกตามความในมาตรา 58 แห่ง พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2479 ข้อ 28 วรรคสาม ในกรณีที่ต้องนำตัวคนต้องขังหรือคนฝากไปนอกเรือนจำ ถ้าใช้เครื่องพันธนาการ ให้ใช้กุญแจมือ เว้นแต่คนต้องขังในคดีอุกฉกรรจ์จะใช้ตรวน หรือกุญแจเท้า หรือชุดกุญแจมือและกุญแจเท้าก็ได้ และตามข้อ 30 ห้ามมิให้ใช้เครื่องพันธนาการอย่างอื่นซึ่งกำหนดไว้ในกฎกระทรวงนี้ เว้นแต่ในกรณีจำเป็น ผู้บัญชาการเรือนจำจะอนุญาตให้ใช้เครื่องพันธนาการอย่างอื่น ซึ่งเห็นว่าเบากว่าที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงนี้ก็ได้

3) โดยที่ กสม. ซึ่งเป็นองค์กรกลุ่ม ยังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้เครื่องพันธนาการแก่ผู้ต้องขัง 7 คน ตามที่เป็นข่าว กสม. จึงยังไม่สามารถจะให้ความเห็นเกี่ยวกับการใช้เครื่องพันธนาการแก่ผู้ต้องขังว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่

4) ในกรณีการควบคุมตัวผู้ต้องขัง 7 คน ตามข่าวดังกล่าวข้างต้น เมื่อผู้มีอำนาจหน้าที่ได้ตัดสินใจใช้เครื่องพันธนาการใดแล้ว มาตรการที่พึงใช้เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ต้องขังในอนาคตควรเริ่มต้นพิจารณาใช้เครื่องแต่งกายของผู้ต้องขังให้สามารถปกปิดเครื่องพันธนาการไว้ และในระหว่างนำตัวผู้ต้องขังไปฝากขังต่อศาล ควรป้องกันมิให้มีการถ่ายภาพผู้ต้องขังดังกล่าว โดยอาจใช้ฉากกั้นมิให้มองเห็นภาพขณะผู้ต้องขังลงหรือขึ้นรถยนต์ที่ใช้ควบคุมผู้ต้องขังไปศาลหรือกลับจากศาล หรือใช้มาตรการอื่นตามที่เห็นสมควรก็ได้

5) เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2558 ประธาน กสม. และคณะได้เข้าพบ พล.อ.ไพบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อปรึกษาหารือข้อราชการเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่สถาบันแห่งชาติเพื่อการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของไทยจะถูกลดสถานะจากระดับ A เป็น B รวมทั้งหารือ ข้อราชการเกี่ยวกับการประสานการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยจะต้องประสานการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดกับสำนักงาน กสม. ซึ่งเป็นหน่วยแรกที่รับเรื่องร้องเรียนเรื่องการละเมิด สิทธิมนุษยชนจากประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

6) เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2559 กระทรวงยุติธรรมมีคำสั่งที่ 94/2559 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการประสานความร่วมมือด้านส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชนของประชาชน โดยคณะกรรมการประกอบด้วยผู้แทนจากส่วนราชการต่างๆ มีปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานกรรมการ เลขาธิการ กสม. หรือรองเลขาธิการ กสม. ที่ได้รับมอบหมายเป็นรองประธานกรรมการคนที่ 1 และผู้อำนวยการกองส่งเสริมสิทธิเสรีภาพ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เป็นกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการชุดนี้ได้เริ่มประชุมเพื่อดำเนินการประสานความร่วมมือด้านส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแล้ว และที่ผ่านมาการประสานงานภายใต้กลไกนี้ก็เป็นไปด้วยดี

7) หากการให้ข่าวของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติท่านใดที่มิใช่ความเห็นร่วมกันของ กสม. ซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย หรือกระทบกระเทือนแก่บุคคลหรือองค์กรใด ประธาน กสม. ใคร่ขออภัยแทนมา ณ โอกาสนี้

ภาพ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่

ติดตามข่าวสารอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง