จาก ‘ราชประสงค์’ ถึง ‘7 จังหวัดใต้’

“ภัยก่อการร้าย” คุกคามไปทั่วโลก หลายประเทศต่างอยู่ในภาวะจิตตก โดยเฉพาะประเทศแห่งความยิ่งใหญ่และเป็นหัวใจสำคัญแหล่งท่องเที่ยว แม้จะเกิดเหตุสักกี่ครั้งแต่บ้านเขาก็มีมาตรการป้องกันเข้มข้น ผสมกับการสืบสวน-ไล่ล่าคนร้ายจับได้ทันท่วงที หรือ ชี้เป้า-แถลงการณ์คลายข้อสงสัยให้กับประชาชนได้เป็นรูปธรรม

ย้อนกลับมาบ้านเรา ผ่านมา 1 ปี กับโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ เหตุระเบิดศาลท้าวมหาพรหมเอราวัณ แยกราชประสงค์ ช่วงค่ำวันที่ 17 ส.ค.58 ที่คร่าชีวิตผู้คนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติราว 20 ราย บาดเจ็บกว่า 120 คน ความสูญเสียนี้ถูกครหาต่างนานาว่าเป็น “ก่อการร้าย” หลังรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ส่งมอบ “ชาวอุยกูร์” ที่เป็นภัยมั่นคงให้กับประเทศจีนตามข้อกฎหมายระหว่างประเทศ

ขณะที่ฟากรัฐบาลตอบโต้ด้วยหลักฐานอย่างหนักแน่นว่าเป็น “การวินาศกรรม” ชี้ชัดเป็นปม “แค้นส่วนตัว” ที่ถูกขัดแข้งขัดขาขัดผลประโยชน์จากมาตรการปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์อย่างเข้มงวดของภาครัฐ จึงตัดทิ้งปม “การเมือง” และ “ก่อการร้าย”

ราชประสงค์

และยิ่งสร้างความเชื่อมั่นมากขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่สามารถจับกุม นายอาเด็ม คาราดัก หรือบิลา เติร์ก ชาวตุรกี (ชายเสื้อเหลืองวางระเบิด) และ นายยูซุฟู มีไรลี (คนนำส่งระเบิด) โดยมีหลักฐานมัดแน่นหนาด้วยภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณศาลท้าวมหาพรหมฯและการบุกค้นห้องพักย่านหนองจอก

ซึ่งวันที่ 24 พ.ย.58 ทั้งสองถูกแจ้งข้อหาร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ใช้วัตถุระเบิดในการกระทำผิดฐานฆ่าผู้อื่น และอื่นๆรวม10ข้อหา และคดีนี้ยังอยู่ระหว่างการสืบพยาน

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาร่วมก่อเหตุเพิ่มเติม ดังนี้

– นายอาบูดูซาตาร์ อบูดูเระห์มาน หรือ อิซาน ผู้บงการวางระเบิด
– ชายเสื้อฟ้า ผู้ต้องสงสัยวางระเบิดท่าเรือสาทร
– น.ส.วรรณา สวนสัน หรือไมซาเราะห์
– นายเอ็มระห์ ดาวูโตกลู สามีชาวตุรกีของน.ส.วรรณา
– ชายไม่ปรากฏสัญชาติ ผู้พักอาศัยในห้องพัก ไมมูณา การ์เด้นโฮม เขตมีนบุรี
– นายอาลิ โจลัน สัญชาติตุรกี
– นายอาฮ์เม็ท โบซองแลน
– นายอับดุลเลาะห์ อับดุลเลาะห์มาน
– ชายต่างชาติไม่ทราบชื่อ (หลักฐานภาพกล้องวงจรปิดย่านหนองจอกจับภาพได้)
– นายอับดุล ดาวาบ สัญชาติปากีสถาน
– นายยงยุทธ พบแก้ว หรือ อ๊อด ประยูรวงศ์

1 ปีกับควันระเบิดที่ค่อยจางหายไปพร้อมความทรงจำของคนไทย ยกเว้น ครอบครัวผู้สูญเสียที่ยังคงมีบาดแผลนี้ทิ่มแทงใจ บทเรียนราคาแพงควรเสริมแกร่งให้กับมาตรการเฝ้าระวังและการป้องกันภัยของไทย ใครจะเชื่อว่า เหตุละม้ายคล้ายคลึงกันนี้ จะสำแดงฤิทธิ์อีกครั้งในวันสำคัญ-มหามงคลของชาวไทย!!!

12 ส.ค.59 ช่วงกลางดึก ณ ภาคใต้ 7 จังหวัดได้ประสบเหตุป่วนถึง 17 เหตุการณ์ เเบ่งเป็นเหตุเพลิงไหม้ 4 เหตุ คือ ตลาดนัดแหล่งท่องเที่ยวเขาหลัก จ.พังงา ,เพิงขายของหน้าหาดอ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่, ห้างลีมาร์ทซุปเปอร์ค้าส่ง อ.เมือง จ.ตรัง ,ร้านทวีสินพลาสติก อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี และห้างเทสโก้โลตัส อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช

อีก 13 เหตุการณ์ เกิดจากเหตุ “ระเบิด” ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย บาดเจ็บกว่า 20 ราย ท่ามกลางข้อครหาทั้งคนในประเทศและต่างประเทศเช่นเดิมว่า ใช่ “ก่อการร้าย” หรือไม่?

ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงยัน เป็นเหตุ “วินาศกรรม” ภายในประเทศ แต่ไม่ฟันธงว่าเป็น “พิษการเมือง” – “ขัดผลประโยชน์ใด”

บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองแต่ละจังหวัดที่ประสบเหตุกลับเหงียบเหงา หลายภาคส่วนออกมาวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์นี้กระทบการท่องเที่ยวและรายได้ของประเทศ รวมไปถึงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเมืองและการทำงานของรัฐบาลที่บกพร่องและควบคุมสถานการณ์ไมได้ จนส่งผลร้ายกับประชาชนและประเทศ

เป้าต่างพุ่งที่ปม “การเมือง” เพราะเรื่อง “ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ” เพิ่งพ้นผ่านไปเพียงสัปดาห์หายนะก็บังเกิดในที่สุด แม้จะสามารถควบคุมผู้ต้องสงสัยสอบสวนได้ แต่ผ่านมาแล้วหลายวัน สังคมกลับฉงนใจ…เหตุใดยังไร้ข้อสรุป

และยิ่งเป็นความท้าทาย เมื่อการคุมตัวสอบสวนเกิดข้อครหาว่า “จับแพะ” ยิ่งทำให้ภาครัฐตกเป็นประเด็นสังคมและฝ่ายการเมืองตรงข้ามที่เรียกร้องให้มีการปล่อยตัว และเร่งจับตัวผู้ก่อเหตุพร้อมสาวไส้ใครอยู่เบื้องหลังให้ได้ แม้ฝ่ายตรงข้ามจะถูกตราหน้าเช่นกันว่ามีส่วนเอี่ยว เพราะเป็นผู้เสียประโยชน์จาก “ผลประชามติ”

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายกระแสข่าวระบุว่าระเบิดครั้งนี้เชื่อมโยงถึง “ไฟใต้” หรือบางกระแสยังไม่ตัดประเด็นก่อการร้ายทิ้งไป เหตุพบหลักฐานซิมโทรศัพท์ผู้ก่อเหตุระบุ “ซีเรียลนัมเบอร์” ของประเทศเพื่อนบ้าน และบางกระแสซัดสาดกันเต็มๆว่าทั้งหมดนี้ คือ ฝีมือรัฐบาลทหารที่สร้างสถานการณ์อยู่ต่อ

ต่อกระแสข่าวดังกล่าว นายกฯประยุทธ์ และ ผบ.เหล่าทัพ ต่างออกโรงเตือนสื่อในการนำเสนอข่าวและฝากไปยังประชาชนให้เสพข่าวสารอย่างมีสติ รวมถึงอย่าหลงเชื่อความลือ โดยเฉพาะโลกโซเชียล

อย่างไรก็ตาม สัปดาห์แห่งข่าวดี “ประชามติผ่านร่างรัฐธรรมนูญ” ดันมาควบคู่ สัปดาห์แห่งข่าวร้าย “ระเบิดภาคใต้” ถือว่า “ได้ไม่คุ้มเสีย” สำหรับนายกฯประยุทธ์ เพราะภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร กลับเกิดเหตุระเบิดใหญ่ 2 ครั้งซ้อน ซึ่งอาจสะท้อนผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของคนไทยและนานาชาติ

เพื่อกู้ภาพลักษณ์กลับคืนมา รัฐบาลต้องจับผู้ก่อเหตุและเปิดโปงผู้อยู่เบื้่องหลังทั้งหมดให้ได้ โดยที่อย่าให้เรื่องเงียบหายไปเช่น “เหตุระเบิดราชประสงค์” เพราะหลายฝ่ายมอง 2 เหตุนี้ คล้ายคลึงกัน ดังนั้น เมื่อคะแนนเสียงกลับมา แล้ว “การอยู่ยาว” หรือ “นายกฯคนนอก” ก็คงไม่ไกลเกินเอื้อม เพราะแว่วว่าประชามติที่ผ่านมา ได้สั่งสอนบทเรียนนักการเมืองไประดับหนึ่ง…..

แกล้วนลิน

ติดตามสกู๊ปข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com

MThai News

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง