ดราม่า! 2เพจทนายงัดข้อกฎหมายโต้กัน ปมครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าผิดหรือไม่ ?

ดราม่า! 2 เพจทนายงัดข้อกฎหมายโต้กันไปมา กรณีครอบครอง ‘บุหรี่ไฟฟ้า’ มีความผิดหรือไม่ ?

จากกรณีที่เพจเฟซบุ๊ก กฎหมายอาสา ได้โพสต์ข้อความถึงการมีบุหรี่ไฟฟ้าไว้ในครอบครอง เป็นความผิดตามกฎหมาย เพราะบุหรี่ไฟฟ้าเป็นของที่ต้องห้ามนำเข้า หากผู้ใดรับไว้โดยประการใดซึ่งของที่ต้องห้ามนำเข้า มีโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 5 ปีและโทษปรับ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก >>> กฎหมายอาสา

ล่าสุด เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.59 ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก นักกอดหมอนออนไลน์ ได้โพสต์โต้แย้งถึงประเด็นกฎหมายดังกล่าว โดยระบุว่า “ขอออกตัวไว้ก่อนเลยนะ “แอดมินทุกคนและเพจไม่ได้สนับสนุนให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าแต่อย่างใด” ที่โต้แย้งเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องในประเด็นเรื่องกฎหมายล้วนๆ

13428508_985122531607538_4952851763277457673_n

เห็นเพื่อนหลายคนแชร์กัน แถมด้วยลูกเพจนำมาถามว่า “จริงรึเปล่า” หลังจากอ่านรายละเอียดที่แชร์กันแล้วเห็นได้ชัดว่าเป็นการตีความกฎหมายเกินขอบเขตที่บัญญัติไว้

โดยประเด็นที่ยกมาว่าจำคุกห้าปีปรับอีกต่างหากนั้นมาจากพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27 ทวิ บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนรู้ว่าเป็นของที่ยังมิได้เสียค่าภาษี หรือของต้องจำกัด หรือของต้องห้าม หรือที่เข้ามาในราชอาณาจักรโดยยังมิได้ผ่านศุลกากร โดยถูกต้องก็ดี หรือเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยหลีกเลี่ยงอากร ข้อจำกัดหรือข้อห้ามอันเกี่ยวแก่ของนั้นก็ดี มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับเป็นเงินสี่เท่าราคาของซึ่งได้รวมค่าอากรเข้าด้วยแล้ว หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ใครอ่านเฉพาะตัวบทแบบนี้คงรู้สึกว่า “แย่ละ แค่มีไว้ดูดปื๊ดๆ ก็เข้าข่ายกลายเป็นผู้ช่วยซ่อนเร้นไป” ซึ่งจริงๆก็อาจจะเข้าองค์ประกอบความผิดถ้ารู้อยู่แล้วว่า นี่มันของหนีภาษี สินค้าต้องห้าม บลาๆๆ แต่ก็ยังซื้อ โดยมีเจตนาเช่นนั้นชัดแจ้ง

แต่!!!!!!

อย่าลืมสิครับ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 วรรค 3 วางแนวทางไว้ว่า “ถ้าผู้กระทำมิได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด จะถือว่าผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นมิได้” ดังนั้นพฤติการณ์ซื้อขายแบบผู้บริโภคปกติ ย่อมไม่สามารถล่วงรู้ได้หรอก ลองคิดดูปุถุชนคนธรรมดา จะไปซื้อของซักชิ้นมึงเคยเรียกดูอินวอยซ์นำเข้า เอกสารประกอบนั่นนี่นู่นเลยเหรอ ไม่หรอกครับ มึงก็แค่อยากได้ จ่ายตัง แล้วก็ซื้อ จบปิ๊ง ดังนั้นจะเอาเจตนาไหนไปเข้าองค์ประกอบความผิดในข้างต้นได้

ที่พระราชบัญญัติศุลกากรฯ บัญญัติไว้เช่นนั้นก็เพื่อนำกฎหมายมาจัดการกับขบวนการค้าของเถื่อน เอาผิดให้ครบถ้วนนอกเหนือจากผู้นำเข้า หากพิจารณาให้ดีจะสังเกตได้จากเนื้อความในตัวบท ที่พยายามเขียนให้ครอบคลุมกระบวนการนำเข้าและจำหน่ายของเถื่อน (ผู้นำเข้า ผู้เก็บรักษา ผู้ซื้อในเชิงพาณิชย์) ส่วนผู้ซื้อที่สุจริตไม่ผิดหรอกครับ

ถ้ากฎหมายจะวางแนวทางว่าแค่ใช้หรือครอบครองก็ผิด ก็เพียงบัญญัติไปว่า “ผู้ใดครอบครองมีความผิด..” แค่นั้นจบแล้ว แต่เพราะไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นไง เลยต้องแจงรายละเอียดองค์ประกอบความผิดซะละเอียดยิบแบบนั้น การคิดเยอะๆก็เป็นเรื่องดี แต่ต้องคิดให้รอบ ดูกฎหมายให้ดูเจตนารมณ์ให้ดี กฎหมายนั้นออกมาในลัษณะไหน เพื่อการใด ชงขึ้นมาโดยหน่วยงานไหน อย่าตีความตื้นๆแล้วเอามาชี้นำสังคมให้ตระหนก มันไม่ดี

สรุปว่า ผู้ใช้ ซื้อมาใช้ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับขบวนการค้าของเถื่อน ไม่ต้องกังวลเรื่องข้อกฎหมายหรอก กังวลก็แต่ผู้ใช้กฎหมายบางคนอาจจะตีความให้เกิดคดีซะเปล่าๆ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็สู้คดีไปเหอะ ถึงชั้นศาลถ้าโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าเอ็งเกี่ยวข้องอย่างไรเรื่องค้าของเถื่อนก็หลุดในความผิดนี้แล้วล่ะ แต่ไม่ใช่ทะลึ่งเดินพ่นปุ๋ยๆในที่สาธารณะล่ะ มันไม่เหมาะสมและผิดกฎหมายอื่นๆ

ทางเพจไม่ได้เจตนาจะมาขัดแข้งขัดขาใครนะ เป็นเรื่องดีถ้าจะช่วยๆกันให้ความรู้ด้านกฎหมายแก่สังคม แต่อะไรที่มันดูแล้วขัดต่อความเป็นจริง ถ้าปล่อยไว้โดยไม่โต้แย้ง ก็จะทำให้สังคมเข้าใจกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมผิดไปครับ”

 

ที่มา นักกอดหมอนออนไลน์ , กฎหมายอาสา

MThai News

ข่าวที่เกี่ยวข้อง