รวบยกแก๊ง ! 6 โจ๋ ขโมยเงิน จากบัญชีเกือบล้าน

ผบก.อยุธยา เผย รวบยกแก๊งโจ๋ ฉกเงินหนุ่มอยุธยา 9 แสน จากแบงก์กสิกร สารภาพทำมาแล้ว 9 ครั้ง

พล.ต.ต.สุทธิ พวงพิกุล ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า กรณีมีคนร้ายใช้วิธีการติดต่อขอเปลี่ยนซิมโทรศัพท์มือถือที่ร้านทรูช็อป จากนั้นโทรศัพท์เปลี่ยนรหัสแอพพลิเคชั่น K-Mobile Banking ของ นายพันธุ์สุธี มีลือกิจ ได้เงินไปวก่า 9 แสนบาท ล่าสุด ทาง จนท.ตร.สามารถจับกุมคนร้ายได้ทั้งหมดแล้วมี 6 คน โดยทำเป็นขบวนการ มีอายุเพียงแค่ 18 – 19 ปีเท่านั้น

จากการสอบปากคำ ทราบว่า แก๊งนี้ทำในลักษณะเช่นนี้มาทั้งหมด 9 ครั้งแล้ว ได้เงินไปจำนวนมาก จึงย่ามใจ ซึ่งเมื่อถามว่าเอาความรู้หรือวิธีการนี้อย่างไร หัวหน้าแก๊งสารภาพว่า ตนเองเรียนรู้ระบบของธนาคารมาเป็นอย่างดีว่ามีช่องโหว่อะไรบ้าง โดย ตร.ได้แจ้งข้อหาลักทรัพย์ผู้อื่น และจะมีการแถลงข่าวอีกครั้ง

ที่มา INN


 

ธ.กสิกรไทย ช่วยเหลือลูกค้าเหยื่ออาชญากร มอบเงินที่ถูกขโมยจากบัญชี 9.8 แสน

นายอดิศวร์ หลายชูไทย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากกรณีที่ นายพันธ์สุธี มีลือกิจ ลูกค้าของธนาคาร ถูกมิจฉาชีพยักยอกเงินในบัญชีผ่านบริการธนาคารทางอินเทอร์เน็ต จำนวน 986,700 บาท นั้น ธนาคารรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเห็นใจ นายพันธ์สุธี ที่ประกอบอาชีพสุจริต แต่ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรอย่างไม่รู้ตัว

ดังนั้นเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น ธนาคารยินดีรับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าวทั้งหมดจำนวน 986,700 บาท เพื่อ นายพันธ์สุธี จะสามารถนำเงินไปดำรงชีพและเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพหาเลี้ยงครอบครัวต่อไปได้

722875-01

ทั้งนี้ การที่อาชญากรสามารถยักยอกเงินจากบัญชีลูกค้าไปได้ แม้จะไม่ใช่ความผิดพลาด หรือข้อบกพร่องของระบบไอที หรือไม่ใช่การเจาะระบบเพื่อเอาข้อมูลจากธนาคาร (Hack) แต่เป็นความพยายามในการหาช่องทางภายนอกธนาคารเพื่อกระทำการทุจริตต่อลูกค้าธนาคาร

ธนาคารกสิกรไทย ในฐานะธนาคารผู้ให้บริการ และเป็นเจ้าของผู้ให้บริการมีหน้าที่รับผิดชอบส่วนหนึ่งในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นกับลูกค้ารายอื่นอีก รวมทั้งหาแนวทางความร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์อื่นในการอุดช่องโหว่ของบริการ และร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการติดตามผู้กระทำผิดให้ได้ เพื่อไม่ให้ไปก่ออาชญากรรมในลักษณะนี้หรือรูปแบบอื่น ๆ กับประชาชนที่บริสุทธิ์ต่อไป


หนุ่มโร่ร้องธนาคารดัง ค่ายมือถือรับผิดชอบ หลังถูกคนร้ายทำทีสั่งซื้ออุปกรณ์ประดับยนต์ ล่อลวงขอเลขที่บัญชี และหน้าบัตรประชาชน ก่อนฉกเงินในบัญชีเกือบล้าน ด้วยการโอนเงินระบบเครือข่ายมือถือผ่านธนาคาร

วันนี้(19 ส.ค.) เฟซบุ๊กเพจชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ออกมาโพสต์ข้อความถึงความคืบหน้ากรณีที่ นายพันธุ์สุธี พ่อค้าอุปกรณ์ประดับยนต์ ใน จ.พระนครศรีอยุธยา ถูกคนร้ายทำทีสั่งซื้ออุปกรณ์ประดับยนต์ ล่อลวงขอเลขที่บัญชี และหน้าบัตรประชาชน จากนั้นโดนคนร้ายปลอมแปลงเอกสารให้ธนาคาร และแอบแฝงตัวเป็นลูกค้าเครือข่ายมือถือ เพื่อโอนเงินเจ้าทุกข์ผ่านระบบ K-Cyber Banking บริการธนาคารทางอินเตอร์เน็ต

ล่าสุด ครอบครัวของนายพันธุ์สุธี ได้เข้าเรียกร้องให้ธนาคารกสิกรไทย และเครือข่าย True , Dtac แสดงความรับผิดชอบ ซึ่งสาเหตุที่ธนาคาร และค่ายมือถือต้องรับผิดชอบ เนื่องจากมีความบกพร่องด้านการตรวจสอบลูกค้าก่อนให้ทำธุรกรรม จนเป็นเหตุให้ตนต้องสูญเงินไปเกือบล้าน

โดยเฟซบุ๊ก เพจชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีดังกล่าว ระบุว่า ..

ครอบครัวของนายพันธุ์สุธี และครอบครัวของนักธุรกิจแปดริ้ว เรียกร้องให้ธนาคารกสิกรไทย และเครือข่าย True , Dtac แสดงความรับผิดชอบ โดยทางชมรมฯ จะถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live ของทางชมรมฯ ตั้งแต่เวลา 10.30 น.เป็นต้นไป เปิดใจ นายพันธุ์สุธี พ่อค้าอุปกรณ์ประดับยนต์ สูญเงินเก็บทั้งชีวิต เกือบ 1 ล้านบาท ธนาคารกสิกรไทยปฏิเสธความรับผิดชอบ

เรียนพี่น้องประชาชนและสมาชิกทุกท่าน จากพ่อค้าอุปกรณ์ประดับยนต์โนเนม ใน จ.พระนครศรีอยุธยา ที่สะสมเงินฝากกับธนาคารกสิกรไทย สาขาพระนครศรีอยุธยา ด้วยความเชื่อมั่นในธนาคาร ว่าจะดูแลเงินฝากทั้งหมดได้ด้วยความปลอดภัย หลังจากวันนั้น 5 ปีผ่านมา นายพันธุ์สุธี

(ภาพที่ 1) เริ่มมีชื่อเสียงในวงการขายอุปกรณ์ประดับยนต์ ในนาม X-bar Ayuthaya จนสามารถสะสมยอดเงินฝากในบัญชีธนาคารกสิกรไทยได้เกือบ 1 ล้านบาท ซึ่งเงินจำนวนนี้ นายพันธุ์สุธี ได้นำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขายของแต่ละวัน

ในวันที่ 28 ก.ค.2559 นายพันธุ์สุธี มีลูกค้ามาติดต่อซื้ออุปกรณ์ประดับยนต์ผ่านทาง Facebook ยอดเงิน 48,000 บาท และได้ขอเลขที่บัญชีของนายพันธุ์สุธีเพื่อจะโอนเงินค่าสินค้าให้ และได้ขอบัตรประชาชนของนายพันธุ์สุธีเพื่อความมั่นใจ อ้างว่าเป็นการซื้อของครั้งแรก กลัวจะถูกโกง ซึ่งนายพันธุ์สุธีก็ได้มอบให้กับลูกค้ารายนี้ไปทั้ง 2 อย่าง โดยที่มีการเบลอเลขบัตรประชาชน 13 หลักออก

วันที่ 31 ก.ค.2559 ฟ้าก็ผ่ากลางดวงใจ เมื่อบุคคลที่มาซื้อของ กลายเป็นมิจฉาชีพ โทรศัพท์มือถือของนายพันธุ์สุธี อยู่ดี ๆ ก็ถูกตัดสัญญาณ นายพันธุ์สุธีจึงได้โทรไปที่ Call center ของ True แล้วพบว่า มีคนนำบัตรประชาชนปลอมในชื่อของนายพันธุ์สุธี มาขอยกเลิกซิมการ์ด ตามภาพที่ 2-3

เมื่อมิจฉาชีพได้ซิมการ์ดใหม่ เบอร์เดิม (ของพันธุ์สุธี) ไปแล้ว ก็ได้โทรศัพท์ไปหลอก Call center ของธนาคารกสิกรไทย เพื่อปลดล็อก และออกรหัสสำหรับบริการ K-Cyber Banking ใหม่ ตามภาพที่ 3 โดยที่นายพันธุ์สุธีไม่ได้ไปทำนิติกรรมอะไรที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาพระนครศรีอยุธยาเลย คนร้ายสามารถใช้เวลาเพียง 3 นาที ถอนเงินฝากของนายพันธุ์สุธี ในธนาคารกสิกรไทย สาขาพระนครศรีอยุธยาไปได้หมด เหลือติดบัญชีเพียง 58 บาทเท่านั้น ยอดเงินรวมกันเกือบ 1 ล้านบาท (ตามภาพที่ 4-5)

จากวันนั้นถึงวันนี้ เงินในบัญชีของนายพันธุ์สุธีที่สะสมมาทั้งชีวิต หายไปจากบัญชีทั้งหมด ไปติดต่อธนาคารกสิกรไทย สาขาพระนครศรีอยุธยา บอกแต่ลมปากว่า จะดูแลให้ แต่ปล่อยให้นายพันธุ์สุธีดิ้นรนเองทุกอย่าง โดยที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาพระนครศรีอยุธยา ไม่เคยเหลียวแล จากนั้นก็มีฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของธนาคารกสิกรไทย สำนักงานใหญ่ ติดต่อมาบอกกับนายพันธุ์สุธีว่า เอาแบบนี้แล้วกัน

ผมให้คุณ 33% ซึ่งผมยอมรับว่าธนาคารทำผิด แต่อีก 33% ไปเอากับคนร้าย และอีก 33% ไปเอากับ True พี่น้องประชาชนครับ หากท่านมีเงินในบัญชีธนาคารกสิกรไทย แล้วทำธุรกิจค้าขาย อยู่มาวันหนึ่ง มีคนไปหลอกธนาคารว่าเป็นตัวท่าน แล้วธนาคารให้ข้อมูลของท่านกับคนร้ายไป ในเรื่องของรหัสผ่านต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่ ท่านก็ไม่เคยไปทำธุรกรรมที่ธนาคาร

จนเงินในบัญชีของท่านสูญหายไปหมดบัญชี พี่น้องประชาชนทุกท่านจะรู้สึกยังไง เมื่อท่านไปเรียกร้องให้ธนาคารกสิกรไทยแสดงความรับผิดชอบ เจ้าหน้าที่ธนาคารบอกกับท่านว่า ผมยินดีชดใช้ให้ท่าน 33% ยกตัวอย่าง เงิน 100 บาทที่อยู่ในบัญชีธนาคาร ที่ท่านเก็บสะสมมาทั้งชีวิต หายไป ธนาคารบอก คืนให้ 33 บาท แล้วส่วนที่เหลืออีก 67 บาท ให้ลูกค้าไปหาเอง ทั้ง ๆ ที่เป็นหน้าที่ของธนาคาร ที่จะต้องไปไล่บี้เอาคืนกับผู้ที่เกี่ยวข้องเอง

ทางชมรมฯ เข้าใจความรู้สึกของนายพันธุ์สุธี ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ครอบครัวของนายพันธุ์สุธี ที่สูญสิ้นทุกอย่าง ทั้งเงินทองที่ต้องนำมาหมุนเวียนซื้อสินค้า เมื่อไม่มีเงินก็ต้องหยุดกิจการ เมื่อต้องหยุดกิจการก็ไม่สามารถหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวได้ จึงตัดสินใจจะนำครอบครัวไปนั่งประท้วง ที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ผู้บริหารสูงสุดของธนาคารกสิกรไทย แสดงความรับผิดชอบต่อลูกค้า

โดยนายพันธุ์สุธี ยินดีที่จะสละชีวิต เพราะชีวิตไม่เหลืออะไรแล้ว น้ำตาของลูกผู้ชายที่ชื่อพันธุ์สุธี ที่ต้องสูญเสียเงินล้านที่เก็บมาทั้งชีวิต ทั้งที่ไม่ได้เป็นความผิดพลาดของตัวเอง เงินฝากในบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาพระนครศรีอยุธยาที่หายไป ถึงวันนี้ ทั้ง True และกสิกรไทย ต่างปฏิเสธความรับผิดชอบ แล้วพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ยังเชื่อใจและมั่นใจว่า ธนาคารกสิกรไทย จะรักษาเงินฝากในบัญชีของท่านได้อีกหรือไม่ ?

ทั้งนี้จากข่าวดังกล่าวข้างต้น นับเป็นการเตือนภัยอีกทางหนึ่งที่ทุกคนควรระวัง คิดให้ดีในการให้ข้อมูลลับกับคนแปลกหน้า ไม่อย่างนั้นอาจถูกล่อลวงจนทำให้เกิดการเสียทรัพย์สินอย่างเช่นกรณีนี้ได้ เพราะการขโมยเงินในบัญชีโดยใช้ “สำเนาบัตรประชาชนปลอม” นั้นมันง่ายนิดเดียว . . .

ภาพจาก ชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม

MThai News

ข่าวที่เกี่ยวข้อง