จับตา! อังกฤษลงมติออกจาก ‘อียู’ สะเทือนตลาดหุ้นทั่วโลก

สำหรับปัจจัยที่เป็นตัวแปรสำคัญในตลาดทุนขณะนี้ คงหนี้ไม่พ้นประเด็นเกี่ยวกับ การลงประชามติของชาวอังกฤษ ในเรื่องที่จะออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (อียู) หรือไม่ หรือเรียกอีกอย่างว่า “Brexit” ซึ่งการโหวต จะเกิดขึ้นในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ โดยเรื่องดังกล่าว ส่งผลให้นักลงทุนทั่วโลก ต่างมีความวิตกกังวลเป็นอย่างมาก ซึ่งจะเห็นได้ว่าช่วงที่ผ่านมา ทั้งตลาดหุ้นสหรัฐ ฯ และยุโรป ต่างปรับตัวลงแรงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงตลาดหุ้นเอเชียที่อ่อนตัวลงจากการซื้อขายที่เบาบาง เนื่องจากนักลงทุนหันมาลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดความเสี่ยง

12

ผลกระทบในตลาดหุ้นทั่วโลกช่วงที่ผ่านมา

เริ่มจากเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล.โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยได้ปรับฐานไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชีย ที่ติดลบกันเฉลี่ยราว 0.8% เนื่องจากรับแรงกดดันจากความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการลงประชามติของชาวอังกฤษที่จะตัดสินใจว่าจะออกจากสหภาพยุโรปอียู หรือไม่ ทำให้ค่าเงินยูโร และเงินปอนด์ของอังกฤษ อ่อนค่าลง และส่งแรงกดดันไปที่สินทรัพย์เสี่ยงด้วย

ขณะที่ นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยว่าสำหรับภาพรวมภาวะ ตลาดหุ้นไทย ของวันที่ 13 มิ.ย.บรรยากาศการลงทุนออกอาการปรับฐานลง โดยระหว่างวันที่ 24 พ.ค.–10 มิ.ย.59 ดัชนี ฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นแล้วเกือบ 70 จุด ซึ่งเมื่อมีปัจจัยลบจากแรงกดดันจากความวิตกกังวลของนักลงทุนว่าประเทศอังกฤษจะออกจากอียู ก็ส่งผลให้มีเร่งการปรับฐานของตลาดหุ้นให้รวดเร็วขึ้น

นอกจากนี้ ในวันที่ 13 มิ.ย.59 ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียว ปิดร่วงลงกว่า 3% ถือว่าเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน เพราะได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินเยน และความวิตกกังวลที่ว่า ชาวอังกฤษอาจลงประชามติถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ในสัปดาห์หน้า

ตลาดหุ้นโตเกียวร่วงลงอย่างหนัก หลังจากหนังสือพิมพ์อินดิเพนเดนท์รายงานผลสำรวจเมื่อวันศุกร์ โดยระบุว่า 55% ของชาวอังกฤษที่ตอบรับการสำรวจต้องการให้อังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกอียู ซึ่งเป็นสัดส่วนสูงกว่าผู้ที่ต้องการให้อังกฤษอยู่ในอียู ราว 10%

ในส่วนของ ตลาดหุ้นยุโรป ที่เปิดตลาดมาในสัปดาห์นี้ อ่อนตัวลงตามความวิตกกังวลของนักลงทุน ทั้งนี้ นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ หากผลการลงประชามติครั้งนี้ออกมาว่า ประชาชนต้องการถอนตัวจากอียู เงินปอนด์จะร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 30 ปี ในขณะที่ผลการลงประชามติออกมาว่า จะอยู่เป็นสมาชิกต่อไปก็จะทำให้เงินปอนด์แข็งค่าที่สุดในปีนี้

กระแส “Brexit” ยังแรงไม่หยุด เมื่อ ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นสหรัฐ ได้ปิดร่วงลงกว่า 130 จุด ในช่วงคืนที่ผ่านมา รวมถึงตลาดหุ้นยุโรปต่างก็ร่วงลงอย่างถ้วนหน้าเช่นเดียวกัน ดังนั้นเป็นที่แน่นอนว่า ความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของ Brexit ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในภาวะผันผวนอย่างหนัก

อย่างไรก็ตาม มีหลายฝ่ายออกมาเตือนว่า หากอังกฤษถอนตัวออกจากอียู จะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนสูงอยู่ราว 4,300 ปอนด์ (6,200 ดอลลาร์) และปัญหาการอพยพเข้าเมืองของคนต่างถิ่นซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่นั้น จะไม่สามารถแก้ไขได้ รวมไปถึงจะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจที่รุนแรงอย่างมาก และสำหรับตลาดหุ้นไทย แน่นอนว่าจะต้องมีความผันผวนไม่ใช่น้อย เพราะตลาดหุ้นเต็มไปด้วยอารมณ์ของนักลงทุน ที่คาดเดาต่อการเปลี่ยนแปลงหรือความไม่แน่นอนของเหตุการณ์ต่าง ๆ

คงต้องรอลุ้นกันว่า ประชามติของอังกฤษจะออกมาในรูปแบบใด แต่การสิ้นสุดสมาชิกภาพของอังกฤษจะใช้เวลา 2 ปี หลังจากแจ้งความจำนงอย่างเป็นทางการ ซึ่งเวลาดังกล่าวถือเป็นการยืดระยะเวลาให้แต่ละฝ่าย ได้วางแผนปรับตัวและเจรจาต่อรองข้อตกลงใหม่ ดังนั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตลาดหุ้นคงมีกรอบจำกัด

 

MThai News

ข่าวที่เกี่ยวข้อง