‘ไบโพลา เอฟซี’ แจงวินิจฉัยมั่วโยง ดร.วัยชัย ฆาตกรรม เพราะโรคอารมณ์2ขั้ว

เพจ’ไบโพลา เอฟซี’ ชี้แจงผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ออกมาวิเคราะห์มูลเหตุกรณี ดร.วัยชัย ก่อเหตุฆาตกรรม 2 ศพ เพราะโรคอารมณ์2ขั้ว

cats99

เป็นคดีที่ดังไปทั่วประเทศ กรณีเหตุสะเทือนขวัญ ดร.วันชัย ดนัยตโมนุท อายุ 60 ปี อาจารย์ประจำวิทยาลัยการฝึกหัดครู สาขาบริหารการศึกษาหลักสูตรปริญญาโท มหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)พระนคร ใช้อาวุธปืนสั้น 9 มม.จ่อยิง ผศ.ดร.พิชัย ไชยสงคราม อายุ 56 ปี ประธานสาขาวิชาบริหารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัยและ ดร.ณัฐพล ชุมวรฐายี อายุ 54 ปี ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิชาการและงานทะเบียน สถาบันเดียวกันทั้งหมดเสียชีวิต 2 ศพ คาห้องประชุม พ 502 ชั้น 5 อาคารเรียนรวมและศูนย์วัฒนธรรมพุทธวิชชาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

กรณีดังกล่าวเป็นที่สงสัยจากประชาชนในสังคม จากชนวนเหตุในครั้งนี้ ว่าปมในการสังหารผู้ร่วมงานพร้อมกัน 2 ศพ มากจากอะไร

ทั้งนี้ได้มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ออกมาวิเคราะห์ปมเหตุ พร้อมทั้งผูกโยงว่า ผู้ก่อเหตุมีlive ไม่ได้ แต่ขอสรุปไว้ในโพสนี้นะครับ กรณี ดร วันชัย
เมื่อสิ้นเสียงปืน ใจผมเต้นแรงมาก น้ำตาไหลนองหน้า 1 ชีวิตจากเราไปแล้ว

จากประสบการณ์โดยตรงที่ดูแล บันทึกของลี่ชิง ได้ศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการป่วยในลักษณะนี้มา และเป็นผู้เขียน เรื่องเล่าจากไบโพล่าร์ หรือ โรคอารมณ์สองขั้ว ในพันทิป

ผมขอให้ความเห็นว่า ดร. วันชัย มีความเกี่ยวข้องกับการป่วยเป็นไบโพลาร์

ข้อสังเกตุคือ ในรายงานข่าวบอกว่า ดร นอนไม่หลับ เมื่อคืนก็ไม่ได้นอน และ การก่อเหตุยิง 2 ดร จนเสียชีวิต นั้น เกิดขึ้นรวดเร็ว รุนแรงช่วงนั้นเป็นช่วงมาเนีย(คึก กล้าทำเรื่องเสี่ยงๆ) และประกอบกับยังได้ยินเสียงคนพูดตลอดเวลา
การนอนไม่หลับ มันเป็นปัญหามาก และเป็นส่วนนึงของต้นตอปัญหา เพราะสารเคมีในสมองจะยิ่งทำงานผิด เป็นผลให้สภาวะอารมณ์ไม่คงที่ หรือ ที่เรียกว่ามีสองขั้ว
ผมไม่ได้ต้องการให้เกิดเหตุการณ์นี้ แต่ ผมได้บอกกับเพื่อนว่า หาก ดร จะยิงตัวเอง จะต้องยิงตอนที่พระอาทิตย์ตก เพราะคนที่ป่วยทางซึมเศร้า จะมีอาการตอนช่วงเย็นๆ นั้นหมายความว่า ตำรวจมีเวลาแค่นั้นที่จะตัดสินใจช่วย ดร วันชัย

เหตุการณ์การนี้แก้ไขได้อย่างเดียวครับ คือ ต้องมีใครเดินเข้าไปแล้วกอดเขาไว้ ด้วยคำพูดที่ถูกต้อง ช่วย ดร วันชัย ปลดปืนออกจากมือ (ผมเคยทำแล้วกับลี่ชิง ผมปลดมีด ออกจากมือน้องเอง ในทางปฏิบัติปลดมีดง่ายกว่าปลดปืนนะครับ เห็นใจเจ้าหน้าที่มากๆ)

bMO7VT

ผมไม่ตำหนิ การทำงานของตำรวจ นะ ตำรวจพูดได้ดีและตรงตามวิธีแล้ว เพียงแต่ หากผู้ป่วยเป็นโรคไบโพลาร์นี้ ต้องมีคำพูดเฉพาะทาง
อะไรบ้างที่ไม่ควรพูด
– เราต้องอดทน
– เราต้องมีศักดิ์ศรี
– เลิกทำตัวแย่ๆ
– เราต้อง นั้นนี้ นั้นนี้
เขาไม่ได้ยินเสียงที่เราพูดหรอกครับ !!!! และการที่เขาป่วยซึมเศร้าขนาดนี้เพราะเขา “อดทน” มามากจน “ป่วย” แล้วครับ ใจคอจะให้เขาทดทนอีกได้อย่างไร?

ส่วนเรื่องศักดิ์ศรี และ ภาระที่การรับผิดชอบสังคมก็ไม่ควรเลยที่จะมาสื่อสารกับเขา เพราะวันนี้ เขาไม่เห็นค่าตัวเอง เขาเบื่อตนเอง เพราะเขาคิดว่าไม่มีใคร “เข้าใจ” เขา ไม่มีใครเห็นคุณค่าเขา

คำพูดเหล่านี้ ผู้ป่วยเขาไม่ได้ต้องการ แต่ตำรวจกลับใช้คำพูดในทางนี้มากเกินไป

ผมขอชื่นชมผู้บัญชาการตำรวจนะ ที่ได้พูดว่า
– อาจารย์เรียน ป เอก กี่ปี มาช่วยผมหน่อยได้มั๊ย ผมก็เรียน ป เอก อยู่
– อาจารย์สอนวิชาอะไร
– อาจารย์มาช่วยสอนผมหน่อยได้มั๊ย

ตอนนั้น ท่านมาถูกทางมากเลย ดร วันชัย ดูมีการตอบสนองที่ดีขึ้นมากแต่สิ่งที่ยังไม่ครบคือ ตำรวจบอกให้ ดร วันชัย วางปืน แล้วเดินมากอดกัน อันนี้ยังไม่ถูกเท่าไร คือ อาจจะถูกในแง่ของคนที่ไม่ได้ป่วย แต่ แบบ ดร วันชัย ขนาดว่าได้ยินเสียงแว่ว ในหัว ตลอดเวลานะ เราต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว

ช่วงนั้นผมไม่แน่ใจหรอกนะครับ ว่าจะเป็นยังไง ทุกคนอยู่ในความเครียดแต่ จริงๆ อีกแค่นิดเดียว มีบางจังหวะที่ น้องผู้หญิงเสื้อดำ สามารถเดินเข้าไป แล้วกอด ดร. วันชัยไว้เลย ตรงนั้น แล้วจบเหตุการณ์ได้เลย จะแก้ไขได้ดี แต่เป็นสิ่งที่อันตรายมากๆ ต้องมองให้ออกถึงเสี้ยววินาทีตรงนี้
ส่วนคำพูดที่ควรใช้ควรเป็นแบบนี้

– เราจะอยู่เคียงข้าง ดร. วันชัยนะ
– ไม่ต้องไปสนใจอะไร เรายังรัก ดร วันชัยนะ ไม่ต้องสนใจคำพูดใครๆ ขอให้เชื่อใจกัน เราจะเดินไปด้วยกันได้
– ดร. ไม่ได้ป่วยอะไร ดร. แค่เศร้า เดี๋ยวมันก็หาย อะไรๆดีๆยังมีให้ค้นหาอีกมาก
– ดร. ยังทำประโยชน์ให้สังคมอีกมาก แล้วในสิ่งที่ ดร ได้ทำ ก็เพราะต้องการเห็นสังคมดีขึ้น ถ้า ดร. ไม่อยู่ จะไม่มีใครเปิดโปงคนไม่ดีนะ ดร ต้องช่วยพวกเรา

ต้องหาใครสักคนที่สำคัญต่อ ดร. แล้วใช้มุข โทรมาหา ให้ ดร. รับโทรศัพท์ตอนนั้น ผมเชื่อ มีแว๊บ ที่ ดร. ไม่อยากจะทำหรอก คือ ทุกคนไม่มีใครเข้าไปเลย เข้าไปกอด เข้าไปอยู่ไกลๆ แถมมีกราบพื้นอีก (อันนี้ไม่ได้ว่าน้องนะ แต่ว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์ อย่าทำแบบนี้นะครับ มันไม่ใช่สัญลักษณ์ที่ดี) เพราะ ผู้ป่วยจะคิดว่า ยิ่งทำให้คนอื่นลำบาก ชัดเจนมาก ดร. วันชัยพูดว่า “ผมขอโทษที่ทำให้พวกพี่เดือดร้อนกัน”

สรุปคือ ลึกๆนะ ผมว่า ดร. วันชัย เป็นคนที่ดีคนนึงเลยนะ ไม่ชอบความไม่ยุติธรรมของสังคม แถมตัวเองจะยิงตัวตาย ยังห่วงคนอื่นว่าทำให้เดือดร้อนมองว่า เห้ย เรื่องเล็กน้อยเอง มีปัญหากันในมหาลัยทำไมต้องมาทำขนาดนี้ ถึงกับ ฆ่าเพื่อน ดร. เลย คือ ถ้าคนเป็นไบโพลาร์อะไรมากระทบใจไม่ได้เลยครับ นิดเดียวก็ไม่ได้ ยิ่งเป็นระดับได้ยินเสียงแว่วแล้ว มาระดับ 2 แล้วครับ เวลาพีค นี้ ขึ้นเลยครับ คุมตัวเองไม่ได้สิ่งที่ ดร. วันชัย ได้ทำไป มันรุนแรง แต่ทุกเรื่องมันก็มีต้นสายปลายเหตุ

ขอ RIP ให้กับทั้ง 3 ดร นะครับ T^T
===

เพื่อพี่น้องอ่านโพสนี้ ต้อง! ทำความเข้าใจ 2 อย่าง
1. ผมไม่ใช่จิตแพทย์ และ นี้เป็นบทวิเคราะห์ส่วนตัวผม ที่โพสเพื่อบอกเล่าในทางไบโพลาร์ ดร วันชัย มีโอกาสจะไม่ได้เป็นไบโพลาร์ใดๆ ตามที่ได้กล่าวอ้างเพราะข้อมูลมีโอกาสผิดพลาดได้ รวมถึงการจะบอกว่าใครป่วยทางจิตเวชใดๆ ต้องนำส่งโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ผู้เชียวชาญทำการตรวจ วิเคราะห์รักษา ผมให้ข้อมูลในโพสนี้ เพื่อให้พี่น้องได้รู้มีกรอบในการคิดวิเคราะห์ หากต้องพบเจอเหตุการณ์ในลักษณะนี้ หรือมีคนรอบข้างป่วย สามารถเป็นหลักในการสังเกตอาการและนำส่งโรงพบาบาลต่อไป

2. การเจรจาต่อรองในภาวะวิกฤต โพสผม ไม่ได้อ้างอิงตามหลักการนี้ ย้ำว่า เป็นความเห็นส่วนตัวของผม โปรดอ่าน คิด วิเคราะห์ แยกแยะ การต่อรองมีได้หลากหลายวิธีการ เช่น ครั้งนึงตำรวจเคยช่วยตัวประกันด้วยกันวิ่งเข้าไปถีบคนร้ายแล้วยิงกระสุ่นยางใส่แผ่นหลัง พี่น้องต้องเข้าใจว่าการช่วยเหลือผู้ที่อยู่ภาวะวิกฤต มีความเสี่ยงสูงต่อผลลัพธ์ได้ทุกเมื่อ ไม่มีแบบแผนใดรับประกันความสำเร็จได้ 100% และคุณตำรวจที่เข้าไปในเหตุการณ์ได้ปฏิบัติตาม การเจรจาต่อรองในภาวะวิกฤต ดีแล้ว

13227511_1150257091685583_2560888240093930786_o

จากนั้นเพจ BipolarFC ได้ออกมาตอบโต้ประเด็นดังกล่าว พร้อมทั้งระบุว่า สิ่งที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายนี้ วินิจฉัยไม่ถูกต้องดังนี้….

วินิจฉัยมั่วให้ฆาตกรเป็นไบโพลาร์อีกแล้วครับ เมืองไทยเมื่อไหร่มีคดีโหด จะต้องมีคนวินิจฉัยอาชญากรเป็นไบโพลาร์เสมอ เมื่อวาน ดร.ที่ฆ่า ดร.เพื่อร่วมงานไปสองคนแล้วเพิ่งฆ่าตัวตายต่อหน้ากล้องจนฮือฮามาก ——— ใช้โอกาสนี้ทันที อ้างสิทธิเป็นผู้ดูแลผู้ป่วยไบโพลาร์และดูแลเพจของผู้ป่วย เลยสามารถวินิจฉัยโรคฆาตกรโดยที่ไม่ต้องคุยกันสักครั้งเดียว

ด้วยเหตุผลของเค้าคือ (1) นอนไม่หลับ (2) ฆ่าคนตาย (3) แล้วฆ่าตัวตายตอนค่ำ

ซึ่งเป็นเหตุผลที่มาจากความเชื่อตามตราบาปล้วนๆ ไม่มีความรู้ปนเลย ว่าฆาตกรโหดจะต้องเป็นไบโพลาร์ ซึ่งคนเข้าใจอย่างนี้ เพราะมีคนมโนวินิจฉัยแบบนี้เสมอจนคนในสังคมจำไปติดหัว (ดู http://j.mp/bpstigma ) ครั้งนี้ก็จะเพิ่มความเข้าใจผิดไปอีกคดี

แล้วผู้ป่วยจะซึมเศร้าเวลาค่ำ? ไม่จริงครับ มันแล้วแต่คน บางคนเป็นมากตอนเช้าดีขึ้นตอนเย็น บางคนกลับกัน บางครั้งเป็นหนักทั้งวันลุกไม่ขึ้นเลย คนป่วยจะรู้กันดีครับ ถ้าเขากำลังซึมเศร้าจะไม่มีแรงทำอะไรทั้งหมดนี้หรอกครับ ผู้ป่วย “ที่กำลังซึมเศร้า” ทำได้อย่างมากคือฆ่าตัวตาย ไม่ใช่ลุกไปฆ่าคนอื่น

ที่มา BipolarFC

ข่าวที่เกี่ยวข้อง