“เทเรซา เมย์” ดำรงตำแหน่งนายกฯ อังกฤษอย่างเป็นทางการ

“เทเรซา เมย์” ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษอย่างเป็นทางการ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน “เทเรซา เมย์” วัย 59 ปี ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษอย่างเป็นทางการ หลังจากนายเดวิด คาเมรอน อดีตนายกรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูลถวายหนังสือลาออกกับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 อย่างเป็นทางการกับพร้อมประกาศรายชื่อรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่ โดยให้คำมั่นถึงการสร้างอนาคตใหม่ที่ชัดเจน ในการนำประเทศออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป

LONDON, ENGLAND - JULY 13:  Queen Elizabeth II welcomes Theresa May at the start of an audience where she invited the former Home Secretary to become Prime Minister and form a new government at  Buckingham Palace on July 13, 2016 in London, England. Former Home Secretary Theresa May becomes the UK's second female Prime Minister after she was selected unopposed by Conservative MPs to be their new party leader. She is currently MP for Maidenhead. (Photo by Dominic Lipinski - WPA Pool/Getty Images)
นางเมย์ได้เดินทางไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2

หลังจากนางเมย์ได้เดินทางไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ที่พระราชวังบักกิงแฮม ในกรุงลอนดอน เพื่อถวายรายงานตัวในการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคน ได้เปิดแถลงข่าว บริเวณด้านหน้าบ้านพักหลังใหม่ของเธอ ที่บ้านเลขที่ 10 ถนนดาวน์นิงว่า อังกฤษจะดำเนินนโยบายเชิงสร้างสรรค์แบบใหม่ในเวทีโลก หลังออกจากอียูแล้ว และรัฐบาลของเธอจะทำให้อังกฤษ เป็นประเทศสำหรับทุกคน ไม่ใช่แค่คนกลุ่มหนึ่งคนใดเท่านั้น

นางเมย์ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของอังกฤษ หลังจากนางมาร์กาเร็ต แธทเชอร์ส่วนการตั้งรัฐบาลชุดใหม่นั้น นางเมย์ ได้ตัดสินใจเลือกอดีตนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน “นายบอริส จอห์นสัน” ผู้นำในการรณรงค์ให้อังกฤษออกจากอียู ขึ้นเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ แต่ประชาชนบางส่วน ไม่ค่อยพอใจนักกับการตัดสินใจดังกล่าว

LONDON, UNITED KINGDOM - JULY 13:  New Prime Minister Theresa May, followed by her husband Philip John, is welcomed by staff as she walks into 10 Downing Street after meeting Queen Elizabeth II and accepting her invitation to become Prime Minister and form a new government on July 13, 2016 in London, United Kingdom. Former Home Secretary Theresa May becomes the UK's second female Prime Minister after she was selected unopposed by Conservative MPs to be their new party leader. She is currently MP for Maidenhead. (Photo by Stefan Rousseau - WPA Pool/Getty Images)
เทเรซา เมย์

นางเมย์ เลือก”นายฟิลิป แฮมมอนด์”วัย 60 ปีอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง ของประเทศ แทนที่ นายจอห์น ออสบอร์น ซึ่งดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2553 ที่ เนื่องจากเขาประกาศลาออกจากตำแหน่ง ตามการตัดสินใจลงจากตำแหน่งของนายเดวิด คาเมรอน อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะล้มเหลวในการสนับสนุนให้อังกฤษ เป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรปต่อไป

ที่มา edition.cnn.com


อังกฤษเตรียมต้อนรับ นายกรัฐมนตรีหญิงคนใหม่ ถือเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่สองของประเทศ

นางเทเรซา เมย์
นางเทเรซา เมย์

วานนี้(7 ก.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ความคืบหน้าสถานการณ์ทางการเมืองในอังกฤษหลังนายเดวิด คาเมรอน ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีการออกเสียงภายในพรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative Party) เพื่อหาหัวหน้าพรรคคนใหม่ ปรากฏว่าผู้มีคะแนนนำโด่ง 2 อันดับแรกนั้น เป็นสุภาพสตรีด้วยกันทั้งคู่

นางเทเรซา เมย์ รัฐมนตรีกระทรวงกิจการภายใน ได้รับคะแนนโหวตสูงถึง 199 เสียง ส่วนนางแอนเดรีย ลีดซัม รัฐมนตรีกิจการพลังงาน ได้รับคะแนนโหวตที่ 84 เสียง มีคะแนนตามมาเป็นอันดับ 2 ส่วนนายไมเคิล โกฟ เลขานุการกระทรวงยุติธรรม ได้รับคะแนนโหวตเพียง 48 เสียง ทำให้หมดสิทธิ์เสนอชื่อสำหรับการออกเสียงภายในพรรครอบถัดไป

ประวัติของนางเทเรซา เมย์ วัย 59 ปี เธอสนับสนุนให้สหราชอาณาจักรรวมตัวกับ สหภาพยุโรปหรือ อียูต่อไป และมีประสบการณ์การทำงานในคณะรัฐบาลยาวนานมาตั้งแต่ปี 2540

ส่วนแอนเดรีย ลีดซัม วัย 53 ปี เป็นผู้สนับสนุนให้สหราชอาณาจักรแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจแต่มีประสบการณ์การทำงานทางการเมืองน้อยกว่าคู่ต่อสู้อีกคน โดยเริ่มเข้าสู่วงการการเมืองเมื่อปี 2553

การคัดเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ จะเป็นการแข่งขันระหว่างระหว่างนางเทเรซา เมย์ และนางแอนเดรีย ลีดซัม ขณะที่ผลการโหวตจะ ประกาศภายในวันที่ 9 กันยายน ซึ่งเป็นการการันตีว่า สหราชอาณาจักรจะมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิงอย่างแน่นอน

อังกฤษเคยมีนายกรัฐมนตรีหญิงมาแล้วเพียง 1 คนเท่านั้น คือ มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกมาแล้ว และหมดวาระไปในปี 2533

แอนเดรีย ลีดซัม
แอนเดรีย ลีดซัม

 

ที่มา  www.nytimes.com

ข่าวที่เกี่ยวข้อง