ศิริโชค โพสเฟซบุ๊ก แจงประเด็นเอกสารเท็จ มาร์คหนีทหาร


ศิริโชค โพสเฟซบุ๊ก แจงประเด็นเอกสารเท็จ มาร์คหนีทหาร

จากกรณีที่ นายกมล บันไดเพชร สมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเปิดเผยว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ใช้เอกสารเท็จในการสมัครเข้ารับราชการ เพราะเอกสารดังกล่าวที่นายอภิสิทธิ์นำมาแสดงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ปี 2553 เป็นเอกสารลอยๆ ใครๆทำขึ้นมาก็ได้ ไม่มีเจ้าหน้าที่เซ็นรับรองในสำเนา ที่สำคัญเอกสารที่อ้างไม่เคยมีอยู่ในหลักฐานการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนที่มีเจ้ากรมจเรทหารบกเป็นประธาน เมื่อปี 2542 จึงขอท้าให้นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ หรือใครก็ได้ หาหลักฐานการผ่อนผันการเกณฑ์ทหารมาแสดงให้ได้ พร้อมกับให้เจ้าหน้าที่เซ็นรับรองมาด้วย ถ้าหาได้จะกราบงามๆ 3 ที

ล่าสุด นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก Sirichok Sopha  เพื่อชี้แจงประเด็นการถูกกล่าวหาว่าใช้เอกสารเท็จสมัครรับราชการของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ชี้แจงประเด็นการถูกกล่าวหาว่าใช้เอกสารเท็จสมัครรับราชการของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

………………………………………………………………………………..

1)รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ กระทรวงกลาโหมที่มี พล อ อ สุกำพล สุวรรณทัต เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  แต่งตั้ง เมื่อวันที่ 25 มิย. ปี 2555  ก็ยังอิงผลการตรวจสอบเบื้องต้นของคณะกรรมการสอบสวน ในปี  42 โดยสรุปได้ใจความว่า นายอภิสิทธิ์ สมัครรับราชการทหาร เมื่อตอนอายุ 22 ปี โดยหลักฐานที่ต้องใช้คือ ใบ สด 49 (ลงทะเบียนเป็นทหารกองเกิน) และใบ สด 43 (ใบผ่านการเกณฑ์ทหาร) หรือต้องใช้หลักฐานการผ่อนผัน (ใบ สด 41 ตามมาตรา 27(2) )กรณีไปศึกษาต่างประเทศ) แต่นายอภิสิทธิ์ขาดหลักฐานสำคัญดังกล่าว จึงทำให้ไม่มีคุณสมบัติในการสมัครรับราชการ 

คณะกรรมการสอบสวนในปี 42 จึงได้สรุปว่าเป็นความบกพร่องของ กพ.ทบ และเจ้าหน้าที่ๆเกี่ยวข้อง ที่บรรจุนายอภิสิทธิ์เป็นข้าราชการโดยขาดหลักฐานสำคัญ อันได้แก่ ใบ สด 43 หรือหลักฐานการผ่อนผัน ใบ สด 41 จึงมีการเสนอให้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ๆเกี่ยวข้อง ประเด็นที่ต้องถามก็คือว่า นายอภิสิทธิ์ขาดคุณสมบัติ เพราะเป็นบุคคลที่ขาดการตรวจเลือก เนื่องจากไม่ได้ไปเกณฑ์ทหารในช่วงเมษายน ปี 30 อีกทั้งยังไม่มีหลักฐานการผ่อนผันไปศึกษาต่อต่างประเทศ จริง หรือไม่

ตอบ นายอภิสิทธิ์ ได้ไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษตั้งแต่อายุ 11 ปี และเมื่อจบการศึกษาปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัย ออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ก็ได้กลับมาประเทศไทยในช่วงเดือนมิถุนายน 2529 และได้ไปลงทะเบียนเป็นทหารกองเกิน และได้รับใบ สด 9 เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2529 และมีกำหนดการ ต้องไปรับใบ สด 35 (หมายเกณฑ์) เพื่อเกณฑ์ทหารในปีถัดมาคือ เมษายน 2530 แต่ในช่วงที่รอการไปเกณฑ์ทหาร นายอภิสิทธิ์ก็ตัดสินในการที่จะไปสมัครเป็นข้าราชการทหาร โดยได้ยื่นใบสมัครไปในช่วงกันยายน ปี 2529 แต่ในขณะที่ยังไม่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการทหาร พร้อมๆกันนั้นก็มีข้อเสนอจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดให้ไปศึกษาต่อปริญญาโท ในช่วงปี  30 -32 จึงได้ทำการผ่อนผันไปศึกษาต่อตามใบ สด 41 เลขที่ 4892/29 ลงวันที่ 4 พ.ย. 2529  โดยสำนักงาน ดูแลนักเรียนอังกฤษในต่างประเทศภายใต้  กพ. เป็นผู้ดำเนินการ และยังมีชื่อปรากฎในทะเบียนบัญชียกเว้น หรือผ่อนผันกรณีไปศึกษาต่างประเทศ (สด 20) และอนุมัติให้ได้รับการผ่อนผันตั้งแต่ ปี 30- 32 ดังนั้นนายอภิสิทธิ์จึงได้รับการยกเว้น ไม่ต้องไปตรวจเลือกในเดือนเมษายน ปี 30 ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 27 (2) ดังนั้น นายอภิสิทธิ์ จึงไม่ได้ขาดคุณสมบัติ และ ยังมีหลักฐานครบสมบูรณ์ในการสมัครรับราชการทหารมิได้เป็นไปตามรายงานผลสอบสวนเบื้องต้น เนื่องจากตามหลักเกณฑ์นั้น ชายไทยอายุตั้งแต่ 21 ปีเป็นต้นไป ถ้าจะสมัครรับราชการทหารจะต้องมี ใบ สด 9 และใบสด 43 หรือใบ สด 9 และ หลักฐานการผ่อนผัน ใบ สด 41 สำหรับกรณีนายอภิสิทธ์นั้น เนื่องจากอายุเกิน 21 ปี และยังมิได้ไปตรวจเลือก เนื่องจากได้รับการยกเว้น จึงเข้าเกณฑ์การใช้ใบสด 9 และใบ สด 41

ฉะนั้นการสอบสวนเบื้องต้นของคณะกรรรมการชุดปี 42 และการยืนยันของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงชุดของ พล อ อ สุกำพล ซึ่งตั้งเมื่อเดือน มิถุนายน 55 ตามใบสั่งของฝ่ายการเมืองนั้น จึงขาดความรอบคอบ และจงใจที่จะไม่พิจารณา ทะเบียนบัญชียกเว้น หรือผ่อนผันกรณีไปศึกษาต่างประเทศ (สด 20)ซึ่งนายอภิสิทธิ์เคยชี้แจงในสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วนั้น  อีกทั้งเอกสารหลายๆชิ้นก็ถูกทำลายทิ้งไปหมดแล้ว เนื่องจากราชการเก็บเอกสารไม่เกิน 10 ปี ทำให้ไม่ทราบว่านายอภิสิทธิ์นั้นได้รับการผ่อนผันตามมาตรา 27(2)  ซึ่งเห็นได้ชัดจากการที่ พ.อ. สมโชค เจรทหารบก ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการฯเมื่อปี 42 เมื่อถูกซักค้านจากทนายของนายอภิสิทธิ์ ก็ยอมรับอย่างสดุดีว่า “ พยานไม่ทราบว่าการไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษของนายอภิสิทธิ์ จะมี ก.พ.เป็นผู้ดูแลทำหนังสือผ่อนผันโดยตรงและไม่ต้องมารับการตรวจเลือกฯ แต่ถ้าเป็นกรณีแบบนี้จริงยอมรับว่าไม่ใช่การหนีทหาร แต่เป็นเรื่องที่ได้รับการผ่อนผัน และเมื่อนายอภิสิทธิ์ได้เป็นอาจารย์ สอนหนังสือที่ โรงเรียนนายร้อย จปร.แล้วจึงไม่ต้องถูกเรียกเข้าประจำการ ตามมาตรา 14 วรรค 7 “เพราะฉะนั้นคณะกรรมการฯทั้งสองชุดจึงมีบทสรุปที่ผิดพลาด และอคติ ไม่เป็นไปตามหลักสากล เพราะมีการตั้งโจกท์เพื่อเอาผิดนายอภิสิทธิ์ตั้งแต่ต้น  แม้กระทั่งข้อเสนอที่ให้เอาผิดกับเจ้าหน้าที่ๆเกี่ยวข้อง จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีใครถูกดำเนินคดี หรือลงโทษทางวินัยสักรายเลย

………………………………………………………………………………..

2)กรณีที่ กระทรวงกลาโหมกล่าวอ้างว่า “ในครั้งนี้ได้ตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า  ขั้นตอนการบรรจุมีหลักฐานใบสำคัญทางทหาร คือ หนังสือรับรองการผ่อนผันไม่เรียกเข้ากองประจำการในยามปกติ ตามหนังสือแผนกสัสดีกรุงเทพมหานคร ที่ กห 0481.62/5053 ลงวันที่ 31 ก.ค.2530 ซึ่งเป็นหลักฐานที่ขัดต่อพ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ.2497 เนื่องจากเป็นการรับรองว่า นายอภิสิทธิ์ได้รับการผ่อนผันตามมาตรา 29(3) และเข้าบัญชีทหารกองเกินเมื่อวันที่ 1 ม.ค.2525 ได้รับการผ่อนผันไม่เรียกเข้ากองประจำการในยามปกติ ซึ่งตามความ จริง นายอภิสิทธิ์จะต้องไม่ได้รับการผ่อนผัน เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้กำลังศึกษาหรือมีสิทธิขอผ่อนผันตามพ.ร.บ.รับราชการ ทหาร พ.ศ.2497 มาตรา 29(3) ทั้งยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนทหารกองเกิน จึงไม่มีรายชื่ออยู่ในระบบบุคคลในราชการทหาร ทำให้ไม่ต้องขอหรือไม่สามารถขอรับการผ่อนผันในการเข้ารับราชการทหารได้

หรือ หากได้ขอรับการผ่อนผันกรณียังศึกษาอยู่ต่างประเทศโดยมีหนังสือรับรองจากสถาน ศึกษาต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูต จะต้องได้รับการผ่อนผันตามมาตรา 27(2) เป็นแบบ สด.41 อีกทั้งยังมีหลักฐานต้นขั้วแบบ สด.9 และเอกสารแบบ สด.1 ฉบับจริง ยืนยันว่านายอภิสิทธิ์เข้าบัญชีทหารกองเกิน เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2529

แต่ ใบสำคัญ (แบบ สด.9) แทนฉบับที่ชำรุดสูญหาย ลงวันที่ 8 เม.ย.2531 ยังกำหนดข้อความผิดจากการเข้าบัญชีทหารกองเกิน เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2529  เป็นเข้าบัญชีทหารกองเกิน เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2531 ซึ่งขัดแย้งกับข้อมูลฉบับเดิมที่ตรวจสอบพบเพิ่มเติม

ดังนั้น ใบสำคัญ (แบบ สด.9) แทนฉบับที่ชำรุดสูญหายลงวันที่ 8 เม.ย.2531 จึงไม่อาจใช้เป็นหลักฐานใบสำคัญทางทหารที่ถูกต้องได้

ตอบ  กรณีนี้ก็เช่นกัน เป็นการสรุปที่มาจากความอคติ หรือได้รับแรงกดดันทางการเมือง เพราะตั้งโจทท์ผิดตั้งแต่ต้น ก็เลยมีความพยายามจับแพะมาชนแกะ ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้คือ นายอภิสิทธิ์ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการทหารเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2530 โดยใช้หลักฐานในการสมัครอันได้แก่ ใบสด 9 ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2529 และใบ สด 41 เลขที่4892/29 ลงวันที่ 4 พ.ย. 2529 ซึ่งปรากฎในทะเบียนบัญชียกเว้น หรือผ่อนผันกรณีไปศึกษาต่างประเทศ (สด 20)  มิได้ใช้หนังสือรับรองการผ่อนผันไม่เรียกเข้ากองประจำการในยามปกติ ตามหนังสือแผนกสัสดีกรุงเทพมหานคร ที่ กห 0481.62/5053 ลงวันที่ 31 ก.ค.2530 หรือใบสำคัญ (แบบ สด.9) แทนฉบับที่ชำรุดสูญหาย ลงวันที่ 8 เม.ย.2531 แต่อย่างใด

แต่เหตุที่ต้องไปขอใบสำคัญ (แบบ สด.9) แทนฉบับที่ชำรุดสูญหาย ลงวันที่ 8 เม.ย.2531 ก็เพราะเมื่อต้องมีการติดยศให้นายอภิสิทธิ์เป็นนายทหารชั้นสัญญาบัตรนั้น ปรากฎว่าโรงเรียนนายร้อย จ.ป.ร. ได้ทำเอกสารดังกล่าวหาย ก็เลยจำเป็นต้องไปขอใบสำคัญ (แบบ สด 9) แทนฉบับเดิม สำหรับเอกสารรับรองการผ่อนผันตามหนังสือแผนกสัสดีกรุงเทพมหานคร ที่ กห 0481.62/5053 ลงวันที่ 31 ก.ค.2530 นั้นเป็นเอกสารที่ไม่ปรากฎในรายงานคณะกรรมการสืบสวนเบื้องต้นปี 2542 แต่เป็นเอกสารที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงชุดของ พล อ. อ. สุกำพล ที่ตั้งเมื่อ มิถุนายน 55 เพิ่งหยิบยกขึ้นมาอ้าง อีกทั้งเอกสารฉบับนี้ยังปรากฎในหนังสือ red power ซึ่งเป็นหนังสือของเครือข่ายคนเสื้อแดง แต่เมื่อดูตามข้อเท็จจริงแล้ว ไม่มีความจำเป็นที่นายอภิสิทธิ์ต้องใช้เอกสารผ่อนผันของสัสดีลงวันที่ 31 กค 2530 เพราะนายอภิสิทธิ์ได้รับการผ่อนผันตามมาตรา 27(2) ตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย 2529 ซึ่งปรากฎในทะเบียนบัญชียกเว้น หรือผ่อนผันกรณีไปศึกษาต่างประเทศ (สด 20)

………………………………………………………………………………..

3)ในหนังสือที่ทำถึงผู้ตรวจการแผ่นดินของพล อ อ สุกำพลที่อ้างถึง ผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ตั้งเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 55 นั้นมีการเสนอ พิจารณาดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการปลอมเอกสารและนำเอกสารไปใช้หรืออ้างเอกสารดังกล่าว ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

ตอบ  เป็นความพยายามของฝ่ายการเมืองในการโยนความผิดให้กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะในข้อเท็จจริง เอกสารทั้งหมดเป็นเอกสารภายในของราชการ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีการรับรองโดยนายอภิสิทธิ์ แม้แต่คณะกรรมการฯชุดปี 42 ซึ่งมีความบกพร่องในการสอบสวน ยังมีบทสรุป เพียงแค่ว่ากองทัพมีความบกพร่อง ที่ปล่อยให้อภิสิทธิ์ซึ่งเป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติ ได้ เข้ารับราชการในสังกัดกลาโหม และ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบคือนายพล และเจ้าหน้าที่ทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว   แต่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่แต่งตั้งโดยฝ่ายการเมืองคือ พล อ. อ. สุกำพล พยายามป้ายสีนายอภิสิทธิ์เพิ่มเติม โดยนอกจากเจ้าหน้าที่ของกองทัพจะบกบกพร่องแล้ว แต่ยังพยายามกล่าวหา นายอภิสิทธิ์อาจเคยใช้หลักฐานปลอมในการสมัคร ซึ่งในข้อเท็จจริง นายอภิสิทธิ์ มิเคยใช้เอกสารปลอมในการสมัครแต่อย่างใด แต่ในทางกลับกันเอกสารที่นายอภิสิทธิ์ใช้ในการสมัครล้วนเป็นเอกสารที่ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ ระเบียบ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเป็นข้าราชการทหารทั้งสิ้น

Mthai News


เกาะติดทุกข่าวเด่น ประเด็นร้อน ในรอบวันกับ Mthainews บน facebook คลิ๊กเลย

ติดต่อทีมข่าว MThai News : news@mthai.com

 : , ,
อ่านแล้ว : 359 ครั้ง
ติดต่อทีมข่าว : news@mthai.com
ข่าวด่วนถึงมือคุณ MThai SMS News ทันทุกเหตุการณ์ ไม่พลาดทุกข่าวร้อน
สนใจรับข่าว AIS กด *482590800 แล้วโทรออก True และ DTAC กด *4825908 แล้วโทรออก
ติดตาม ! ข่าวด่วน ข่าวดัง กระแสข่าวฮิต บน Facebook คลิกเลยที่นี่
แสดงความคิดเห็น

ล่าสุด! ระบบ Comment สามารถใส่ #hashtag ได้แล้วนะจ๊ะ

:

MThai Buster

MThai Buster (รีรัน) ประจำวันที่ 23ก.ค.

About Me

คลิปข่าว

น่ารัก! คลิปเด็กหญิงร้องไห้ ไม่อยากให้น้องโต
น่ารัก! คลิปเด็กหญิงร้องไห้ ไม่อยากให้น้องโต ซาดี้ สาวน้อยไร้เดียงสาร้องไห้ฟูมฟายอ้อนแม่ ขอเก็บน้องไว้ ไม่อยากให้น้องโต
เจ๋ง! เฟซบุ๊คโพสต์คลิป ชวนชาวโซเชียลทั่วโลก เที่ยวเมืองไทย
เจ๋ง! เฟซบุ๊คโพสต์คลิป ชวนชาวโซเชียลทั่วโลก เที่ยวเมืองไทย เจ๋ง! เฟซบุ๊คเผยโฆษณา ชวนชาวโซเชียลทั่วโลก เที่ยวเมืองไทย เป็นดินแดนสุดอเมซิ่ง
เรื่องไม่จบ ! ครูน้องกอหญ้า ยืนยันน้องไม่มีปัญหา-ป้าลงโทษแรงจริง
เรื่องไม่จบ ! ครูน้องกอหญ้า ยืนยันน้องไม่มีปัญหา-ป้าลงโทษแรงจริง เรื่องไม่จบ ! ครูน้องกอหญ้า ยืนยันน้องไม่มีปัญหา
อลหม่าน ! ท่อประปาแตกทำน้ำท่วม ม.ดังในแอลเอ
อลหม่าน ! ท่อประปาแตกทำน้ำท่วม ม.ดังในแอลเอ อลหม่าน ! ท่อประปาแตกทำน้ำท่วม ม.ดังในแอลเอ
สนใจโฆษณา ติดต่อ 02-502-0700 ต่อ 7622 sme.ad@mono.co.th