นายกฯ ลุยปรองดองเผยยังมีกลุ่มบิดเบือนยันไม่ให้กฎหมู่เหนือ กม.

นายกรัฐมนตรี เดินหน้าสร้างปรองดอง เผย ยังมีกลุ่มบิดเบือนอยู่ ยันไม่ให้กฎหมู่เหนือกฎหมาย พร้อมขอบคุณ 39 คณะกรรมการ ป.ย.ป. – ติงก่อหนี้บัตรเครดิต ระวัง NPL ลุยลงทุนสนามบิน ดันไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวผ่านรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ถึง กรณีสำนักข่าวบลูมเบิร์กได้เผยแพร่ผลการจัดอันดับตามดัชนีความทุกข์ยาก (Misery Index) ประจำปี 2560 ว่าประเทศไทย มีระดับความทุกข์ยากต่ำที่สุดในโลกหรือมีความสุขที่สุดในโลกนั้น ขอชื่นชมหน่วยงานทุกฝ่ายของรัฐ ภาคเอกชน รวมทั้งเครือข่ายประชารัฐที่ร่วมกันสร้างความสุข รวมถึงรักษาอัตราการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทย ให้อยู่ในระดับต่ำมาเป็นปีที่ 3 ต่อเนื่อง โดยการดำเนินการในทุกๆ มิติ ทุกๆ มาตรการของรัฐบาลและ คสช. ที่ทำอยู่ในช่วงเวลาเกือบ 3 ปี ที่ผ่านมา มีความสอดคล้องเชื่อมโยงกัน และส่งผลให้เห็นผ่านตัวชี้วัดต่าง ๆ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การวัดในลักษณะนี้ เป็นการมองความสุขในสายตาของต่างประเทศ ที่เห็นว่าประเทศไทย มีพัฒนาการที่ดีขึ้น ในหลายๆด้าน ทั้งการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี มีธรรมาภิบาล มุ่งมั่นขจัดการทุจริตคอร์รัปชั่น,รวมทั้งการเร่งแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ โดยมีการเร่งรัดที่ประชาคมโลกให้ความสนใจ

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรี ยังกล่าว ว่า รัฐบาลนี้ บริหารราชการแผ่นดินภายใต้รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ปี 2557 ซึ่งกำหนดให้ต้องมีการดำเนินการปฏิรูปประเทศ การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และสร้างความปรองดองให้กับคนในชาติด้วย จึงเป็นที่มาของกลไกการทำงานต่างๆ ที่รัฐบาลและ คสช. ได้กำหนดขึ้นในปัจจุบัน โดยส่วนตัวถือว่าประเทศชาติเป็นของเราทุกคน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ใครจะทำอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นต้องมีการริเริ่ม มีนโยบายแล้วถึงจะไปแสวงหาความร่วมมือ และทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง ถูกกฎหมาย และมีเหตุมีผล แต่ยังมีกลุ่มคนบางส่วนพยายามจะบิดเบือนตลอดเวลา ซึ่งเราไม่ควรยอมให้มีการใช้กฎหมู่มาเหนือกฎหมาย และอ้างเหตุผลเดิม ๆ ต่อไป

ทั้งนี้ ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ ปยป. ทั้ง 39 ท่าน ที่เสียสละ และเห็นแก่อนาคตของประเทศชาติร่วมกัน ทำในสิ่งที่ยาก เริ่มจากการหารือสร้างความเข้าใจที่ตรงกันแล้ว การดูแลบ้านเมืองให้สงบสุข สถานที่ท่องเที่ยวสะอาดไร้ขยะ ปลอดภัย ก็ได้ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยว เพื่อกระจายรายได้ และสร้างอาชีพให้กับชุมชนโดยตรง รวมทั้ง เชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และทางธรรมชาติกับกลุ่มประเทศ CLMV และอาเซียน เป็นต้น

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ฤดูร้อน หลายพื้นที่ยังมีความเสี่ยงต่อการประสบปัญหาภัยแล้ง โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงห่วงใยพสกนิกรของพระองค์ ที่จะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเป็นอย่างมาก โดยได้มีรับสั่งให้รัฐบาลช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนให้ได้อย่างเต็มที่ซึ่งรัฐบาลได้น้อมนำพระกระแสรับสั่งใส่เกล้าใส่กระหม่อม และได้มีการติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งได้เตรียมการในหลายๆด้าน รวมถึงเร่งดำเนินการสร้างฝนหลวงด้วย โดยขอให้ประชาชนในภาคการเกษตรติดตามสถานการณ์น้ำและแผนการจัดสรรน้ำ เพื่อจะได้วางแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำด้วย

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสอนให้คนไทย รู้จัก ความพอประมาณ เดินบนทางสายกลาง ไม่ประมาท มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันในตัวเอง ไม่ยอมแพ้ต่อกระแส ทุนนิยม วัตถุนิยม บริโภคนิยม จนหาความสุขที่แท้จริงในชีวิตไม่ได้ โดยเฉพาะการมีบัตรเครดิตโดยไม่จำเป็น หรือมีมากกว่าจำเป็น นำไปสู่การก่อหนี้ และอาจจะเป็นการก่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต ซึ่งต้องพึงระมัดระวัง เช่นการกู้เงินมาซื้อของที่ไม่จำเป็น หรือการทำอะไรที่เกินตัว

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ในปัจจุบัน รัฐบาลก็ได้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้ง Agri Map, การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศทั้งระบบ กลไกการตลาด และการเชื่อมโยง “ห่วงโซ่การผลิต” ทั้งในและต่าง ประเทศ มาร่วมในการวางแผนและให้คำแนะนำแก่เกษตรกร เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการปลูกพืช ว่าควรปลูกอะไร พร้อมกันนี้ ต้องผลักดันให้เกษตรกรเป็น “Smart Farmer” รู้จักการแปรรูป เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพืชผลทางการเกษตร, การสร้างผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และจะต้องรู้จักกลไกการตลาด ซึ่งจะต้องอาศัยการปฏิรูปภาคการเกษตรของไทย ทั้งระบบ

ขณะที่ อุตสาหกรรมอากาศยาน และธุรกิจการบิน เป็นอีกตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต โดยมีความเชื่อมโยงกับระบบโลจิสติกส์ สำหรับขนส่งคน สินค้า การท่องเที่ยว รวมทั้งรองรับธุรกิจ e-Commerce สะท้อนขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างการเจริญ เติบโตของ GDP ของประเทศ ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยที่ตั้งของประเทศไทย มีความเหมาะสมกับการพัฒนาซึ่งได้เปิดโอกาสให้สามารถขยาย “เส้นทางบิน” ได้อีกราว “2 เท่า” จากเดิม 104 เส้นทาง เป็น 193 เส้นทาง ด้วยการสร้างความเชื่อมโยงกันของ “โครงข่ายสนามบิน” ทั้ง 39 แห่งของประเทศในปัจจุบัน เพื่อให้สามารถรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆปัจจุบันสนามบินหลัก ทั้ง 6 แห่งของประเทศ อันได้แก่ สุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, เชียงใหม่, แม่ฟ้าหลวง, ภูเก็ต และหาดใหญ่ ต้องรองรับผู้ใช้บริการ ที่เกินกว่าศักยภาพ รวม 23 ล้านคนต่อปี ทำให้เกิดกับคับคั่ง ล่าช้า ในการให้บริการ ซึ่งก็นับเป็นปัญหาและแสดงให้เห็นถึงความไม่พร้อม ดังนั้นจึงต้องมีการลงทุนเพื่ออนาคตนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ล่าสุด คณะกรรมการ ป.ย.ป. เห็นชอบในหลักการแผนพัฒนาอุตสาหกรรมอากาศยาน และธุรกิจการบิน โดยให้ทำการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ในด้านต่างๆ ทั้งความเป็นไปได้ ความคุ้มค่า และผลกระทบต่างๆ ให้รอบด้าน เพื่อยกระดับให้ไทยเป็น “ศูนย์กลางการบิน” ในภูมิภาค ประกอบด้วย (1) การเป็น “ศูนย์ซ่อมอากาศยาน” โดยการยกระดับสนามบินอู่ตะเภา เป็นสนามบินนานาชาติแห่งที่ 3 ของไทย ให้พร้อมรองรับระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) (2) การเป็น “ศูนย์กลางคลังสินค้าและการขนส่งทางอากาศ” ก่อนกระจายไปสู่กลุ่มประเทศ CLMV และให้ความสำคัญในการรองรับธุรกิจ e-Commerce ในอนาคต และ (3) การเป็น “ศูนย์ซ่อมอากาศยานและชิ้นส่วน” ด้วยการแก้ไขกฎหมาย และระเบียบต่างๆ เพื่อ “ปลดล๊อค” และส่งเสริมบทบาทของไทย ที่มี “ภูมิรัฐศาสตร์”ซึ่งได้เปรียบและเหมาะสมกว่า ซึ่งจำเป็นจะต้องวางข่ายการคมนาคมระหว่างภายนอกสนามบิน กับทางเข้าเมืองด้วย

เนื้อหานี้ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง