ชำแหละเกมแม้ว-ฮุนเซน-บิ๊กจิ๋วเหมือนหนังสุริโยทัย

123

นักวิชาการจุฬาฯ เดือด ชำแหละเกม “แม้ว-ฮุนเซน-บิ๊กจิ๋ว” เหมือนหนังสุริโยทัย เปรียบ “แม้ว” เหมือน”บุเรงนอง” ส่ง “ออกญาจิ๋ว” ไส้ศึกขายชาติทำให้กรุงแตก เตือนสังคมจับตา “บิ๊กจิ๋ว” เดินสายทัวร์อาเซียน เสี่ยงแลกผลประโยชน์ชาติ ครส.เปรียบเทียบ 10 ข้อซูจีเหนือทักษิณ

(27 ต.ค.) นายพิพัฒน์ ไทยอารีย์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ภาควิชารัฐศาสปนศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เรื่องความเคลื่อนไหวทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีการเคลื่อนไหวผ่าน สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะในช่วงการประชุมอาเซียนซัมมิตที่ผ่านมา ส่วนตัวคิดว่าคนไทยไม่ควรหลงประเด็นประณามสมเด็จฮุนเซนอย่างเดียว เพราะสมเด็จฮุนเซน เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้เท่านั้น แต่คนที่พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้ในการเคลื่อนไหวครั้งนี้มากที่สุด คือ พล.อ.ชวลิต ซึ่งน่าจะได้รับการประณามมากที่สุด

“เรา จำเป็นต้องรู้เบื้องหลังว่าทำไมทั้ง 2 คนจึงยอมรับใช้พล.ต.ท.ทักษิณ แบบนี้ เพราะเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากที่ผู้นำประเทศคนหนึ่ง ถูกอดีตผู้นำประเทศอีกคนหนึ่งใช้เป็นเครื่องมือ ตรงนี้เราแทบไม่ต้องมองเลยกัมพูชาจะเป็นอย่างไรถ้ามีผู้นำประเทศแบบนี้ ในเมื่อผู้นำกัมพูชาไม่ได้เป็นผู้นำที่ทัดเทียมกับคนที่กำลังใช้เขาอยู่ แม้ว่าจะมีผลประโยชน์ร่วมกันก็ตาม” นายพิพัฒน์ กล่าว

นักวิชาการผู้นี้กล่าวว่า ตั้งแต่เกิดเรื่องตั้งแต่การที่ พล.อ.ชวลิต เดินทางไปกัมพูชา เชื่อว่าเป็นการวางเกมจากพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องการให้ พล.อ.ชวลิต เดินตาม เห็นได้จากไม่ว่าสื่อจะถามหรือไม่ก็ตาม พล.อ.ชวลิต พร้อมที่จะตอบและอยากจะตอบแบบนี้ เพราะหากเป็นผู้นำที่มีทักษะสูงกว่านี้เขาก็จะสามารถบ่ายเบี่ยงคำตอบได้ และคงไม่ตอบในแบบตรงมาตรงไปแบบนี้ ท่าทีดังกล่าวส่วนตัวเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะทำให้คนไทยเข้าใจ เป็นอย่างดีแล้วว่าทำไม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ถึงได้เตือน พล.อ.ชวลิต ระวังว่าการเข้าพรรคเพื่อไทยจะเป็นการทรยศชาติ

นาย พิพัฒน์ กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเองสอนวิชายุทธศาสตร์ ซึ่งหลายครั้งได้ใช้ภาพยนต์เป็นสื่อการสอน ซึ่งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนเองคิดว่าสามารถเปรียบเทียบกับภาพยนต์เรื่อง สุริโยทัยได้ โดยหากจำลองเหตุการณ์จะมีตัวละครอยู่ 3 คน คือ 1.บุเรงนอง กษัตริย์พม่า 2.ออกญาจักรี ซึ่งเป็นคนไทยที่ยอมเป็นหมากให้กษัตริย์พม่าเข้ามาโจมตีกรุงศรีอยุธยา และ 3. ทหารในสมัยกรุงศรีอยุธยาที่ถูกออกญาจักรีแบ่งแยกให้แตกแยกกัน จนทำให้กรุงศรีอยุธยาแพ้พม่า ซึ่งเป็นอุทาหรณ์ที่น่าสนใจของคนไทยโดยรวม เพราะเราต้องยอมรับว่าผู้บริหารของกัมพูชาเล่นกันเป็นทีมเวิร์คมากกว่าสังคม ไทย ที่ยังไม่มีเอกภาพและอาจจะเป็นปรากฎการณ์ในสมัยอยุธยาตอนปลายได้

“ผมไม่อยากเปรียบเทียบพ.ต.ท.ทักษิณ กับบุเรงนอง แต่กลวิธีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้บางส่วนไปเหมือนกับที่บุเรงนองใช้ คือ การใช้คนในสังคมให้ฆ่าและทำลายกันเอง ดังนั้น ออกญาจักรีก็เปรียบเหมือนคนส่งสาร ( messenger ) ที่ไปอาสาบุเรงนอง ซึ่งตรงนี้อาจจะเปรียบเทียบว่าเป็น พล.อ.ชวลิต ที่เข้ามารับงานดำเนินการต่าง ๆ ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะรวมถึงการชวนเตรียมทหารรุ่นที่ 10 เข้ามาอยู่ในพรรคเพื่อไทยด้วยหรือไม่ แต่เหตุการณ์ตรงนี้เหมือนกันกับที่ออกญาจักรีทำให้เกิดความแตกแยกในกองทัพ เพราะฉะนั้นภาพยนตร์เรื่องสุริโยทัยทำให้เราเห็นภาพต่างได้ชัดเจนขึ้น” นายพิพัฒน์ กล่าว

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องที่พล.อ.ชวลิต ตั้งใจจะเดินทางไปตามประเทศต่าง ๆ ในแถบอาเซียนคงไม่สามารถบอกได้ว่าเหมาะสมหรือไม่ เพราะพล.อ.ชวลิต ไปไกลเกินกว่าจุดที่สามารถเตือนเรื่องเหล่านี้ได้แล้ว เพราะแม้แต่พล.อ.เปรม เตือน เขายังไม่ฟัง จึงคงไม่มีใครสามารถห้ามเขาได้ แต่สิ่งที่น่าคิดก็คือว่าผู้นำต่างชาติเหล่านั้นเขามองพล.อ.ชวลิต อย่างไร แต่ส่วนตัวเชื่อว่าผู้นำทุกประเทศต้องคิดถึงประโยชน์ของประเทศเขาเป็นหลัก จึงไม่แน่ใจว่าการไปพบผู้นำแต่ละประเทศของพล.อ.ชวลิต จะมีเรื่องการแลกเปลี่ยนตอบแทนในเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติด้วยหรือไม่ เพราะประเทศที่เขาต้อนรับต้องคำนวนแล้วว่าจะมีอะไรที่แลกประโยชน์กันได้บ้าง คนไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

“จริง ๆ แล้วผมก็อยากรู้ว่าสมเด็จฮุนเซน มองพล.อ.ชวลิตอย่างไร แต่บทเรียนทางประวัติศาสตร์เรื่องสุริโยทัยนั้นชีวิตของออกญาจักรี ได้ทุกอย่างที่ต้องการจากบุเรงนอง แต่สุดท้ายก็สั่งให้เอาออกญาจักรีไปถ่วงน้ำ เพราะเห็นว่าแม้แต่ประเทศตัวเองยังทรยศได้ จึงไม่สามารถปล่อยคนอย่างออกญาจักรีไว้ได้” นายพิพัฒน์ กล่าว

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ผู้นี้ กล่าวว่า เสียดายที่ พล.อ. ชวลิต เลือกทางชีวิตในการเป็นแค่คนส่งสารให้แก่ พ.ต.ท. ทักษิณ จึงทำให้พล.อ.ชวลิต มีลักษณะแบบที่สังคมเห็นอยู่แบบนี้ ทั้งที่ท่านเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์รอบด้าน เหมาะที่จะเป็นอาจารย์พิเศษให้กับมหาวิทยาลัยต่าง ๆเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ให้คนรุ่นหลังมากกว่า เพราะหากท่านเลือกทางนี้น่าจะมีได้รับเกียรติมากกว่าการเป็นผู้ส่งสารให้ พ.ต.ท. ทักษิณ แน่นอน ทั้งนี้เชื่อว่าแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ทั้งสมเด็จฮุนเซน และ พล.อ.ชวลิต รับงานจากพ.ต.ท.ทักษิณ คือ เรื่องความผูกพันที่เคยเป็นผู้นำประเทศ รวมถึงเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกันทั้งในอดีตและปัจจุบันและอนาคต ทำให้สามารถวานกันได้เพราะผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจยังคงมีอยู่เสมอ

ขณะ ที่นายเมธา มาสขาว ในฐานะเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน ( ครส.) เปิดเหตุผล 10 ข้อ เปรียบเทียบ ความต่างระหว่าง นาง อองซาน ซูจี กับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ดังนี้

1.นางอองซานซูจี เป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในพม่า แต่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีอำนาจนิยมของไทย ที่เคยละเมิดสิทธิมนุษยชนมากคนหนึ่ง และเคยเป็นเผด็จการรัฐสภา

2. นางอองซานซูจี เป็นนักโทษทางการเมือง หรือนักโทษทางมโนสำนึก แต่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนักโทษทางคดีอาญา และกำลังหนีคดีอาญาแผ่นดิน แม้ข้ออ้างว่าคดีนั้นจะมาจากโทษที่เกิดขึ้นภายหลังจากการรัฐประหาร แต่ก็มาจากการดำเนินการของศาลยุติธรรมไทย , จริง ๆ แล้ว พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร จะต้องขอบคุณคณะรัฐประหาร ที่ทำให้ตนเองพ้นความผิดมากมาย เพราะหากไม่มีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ จะเป็นผู้ถูกตีตราว่าเป็นเผด็จการทรราช มีคดีสิทธิมนุษยชนเป็นความผิดติดตัวมากมาย ไม่ต่างจากคณะรัฐประหาร 4 เหล่าทัพของไทย หรือเผด็จการตานฉ่วยของพม่า หรือกระทั่งนายกรัฐมนตรีฮุนเซ็นของกัมพูชา ที่เคยนำทหารเข้าทำรัฐประหารวันที่ 5 กรกฎาคม 2540 เพียงแต่ว่าเมื่อโดนรัฐประหาร เลยมีข้ออ้างว่าโดนปล้นประชาธิปไตย และใช้สัญวิทยาตีตราว่าเป็น นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่เนื้อแท้ เป็นนักต่อสู้เพื่ออัตตาธิปไตย

3.นางอองซานซูจี ต่อสู้โดยยึดหลักสันติวิธี อหิงสา เป็นแนวหน้าของขบวนการต่อสู้และถูกจองจำ แต่พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ต่อสู้โดยใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ อยู่แนวหลังและใช้ประชาชนเป็นกำบังทางการเมือง

4.นางอองซานซูจี ต่อต้านเผด็จการทหารพม่า แต่ที่ผ่านมาพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร สนับสนุนเผด็จการทหารพม่าอย่างออกหน้าออกตา

5.นางอองซานซูจี ต่อสู้และต่อต้านเพื่อยุติการเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเผด็จการกระหายเลือด แต่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร สนับสนุนนโยบายฆ่าตัดตอนในสงครามยาเสพติด โดยใช้ศาลเตี้ยผ่านระบบแบล๊คลิสต์ ซึ่งเป็นปัญหานำมาสู่การฆ่าตัดตอนหรือลดยอดโดยไม่สามารถสอบสวนหาคนผิดได้ จึงไม่ต่างจากเป็นอาชญากร ข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เช่นกัน ซึ่งทำให้มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตจำนวนมาก

6.นางอองซานซูจี ต่อสู้อยู่ภายในประเทศด้วยอุดมการณ์ทางการเมือง โดยได้รับการสนับสนุนจากประชาชนพม่าและประชาคมโลก แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่อสู้อยู่ภายนอกประเทศ ด้วยผลประโยชน์ทางการเมือง

7.นางอองซานซูจี โดนอำนาจเผด็จการทหารพม่าจับกุมคุมขังให้เป็นนักโทษทางการเมือง แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับเป็นผู้นำในการออกกฎหมายเผด็จการ เช่น พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ โดยอ้างสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้ โดยปฏิเสธกระบวนการยุติธรรมและการตรวจสอบของศาลปกครอง ไม่ต่างจาก พ.ร.บ.การรักษาความสงบในราชอาณาจักร พ.ศ. 2550 ยุคของเผด็จการ คมช. แต่ที่รุนแรงมากกว่าคือ เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจของรัฐไม่ต้องรับผิดตามกฎหมายทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัยอันทำให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจโดยปราศจากการควบคุม

8.นางอองซานซูจี เป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิทางความคิด สิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง แต่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ที่ละเมิดสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง รวมถึงสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนมากอย่างกว้างขวางหลากหลายรูปแบบ ไม่ต่างจากเผด็จการอื่น ๆ ทั้งยุค คมช.และยุคปัจจุบัน โดยปัจจุบัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต่อสู้เพียงให้มีการยุบสภาและให้ได้อำนาจกลับมา

9. นางอองซานซูจี เป็นนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ( Human Rights Defender) คนหนึ่ง แต่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน แต่เป็นนักการเมืองที่เคยละเมิดนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนมากมาย และในอดีต มีนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนโดนข่มขู่คุกคามและลอบสังหารจำนวนมากในรัฐบาล ทักษิณ จนผู้แทนพิเศษของเลขาธิการยูเอ็นด้านนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน เข้ามาตรวจสอบและโดนข่มขู่ว่า “ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ”

10. นางอองซานซูจี ไม่เคยมีปัญหาคอร์รัปชั่นและมีทรัพย์สินเพียงประทังชีวิต แต่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร คอร์รัปชั่นทางนโยบายและมีทรัพย์สินมากมาย ท่ามกลางช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย ระหว่างคนจนกับคนรวย

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก คมชัดลึก

ขออนุญาตใช้เนื้อหา
เนื้อหานี้ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง