คนร้ายขับรถชนคนที่ห้างกรุงสต็อกโฮล์ม เผยทำไปเพราะรู้สึกดี

คนร้ายขับรถบรรทุกกระหน่ำชนคนบนถนนคนเดิน และ ห้างสรรพสินค้าในกรุงสตอกโฮล์ม สารภาพว่ารู้สึกดีที่ได้ทำเช่นนั้น

ความคืบหน้าล่าสุด เหตุคนร้ายขับรถบรรทุกเบียร์ไล่ชนคนบนถนนคนเดินและพุ่งชนห้างสรรพสินค้าดังในกรุงสตอกโฮล์มของสวีเดน มีผู้เสียชีวิต 4 คน บาดเจ็บ 15 คน เมื่อวันที่ 7 เม.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยถูกคือนายรัคมัต อาคิลอฟ ชาวอุซเบกิสถาน วัย 39 ปี

วานนี้ (10 เม.ย.) นสพ.เอ็กซ์เพรสเซนของสวีเดน อ้างอิงแหล่งข่าว เผยว่า นายอาคิลอฟ รับสารภาพว่าก่อเหตุจริง พร้อมเผยสาเหตุเพียงว่ารู้สึกยินดีกับสิ่งที่ทำลงไป

อาคิลอฟเป็นผู้สนับสนุน กลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรียหรือกลุ่มไอเอส เขาเป็นบุคคลเซึ่งเป็นที่ต้องการตัวจากตำรวจนับตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ. ที่คำขอ เป็นผู้อาศัยถาวรของอาคิลอฟถูกปฏิเสธ ซึ่งเขาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเนรเทศของทางการสวีเดน จากนั้นเขาได้หายตัวจนกระทั่งก่อเหตุครั้งนี้และถูกจับได้


คนร้ายขับรถพุ่งชนผู้คนในย่านช็อปปิ้งที่มีผู้คนพลุกพล่าน กลางกรุงสต็อกโฮล์ม เมืองหลวงของสวีเดน มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนหนึ่ง

วันที่ 7 เมษายน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเหตุการณ์คนร้ายขับรถบรรทุกคันหนึ่งพุ่งเข้าใส่ฝูงชนบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าอาห์เลนส์ ที่มีผู้คนสัญจรไปมามากมาย ซึ่งตั้งอยู่บนถนนดรอทท์นิงกาเทน (ควีนสตรีท) หนึ่งในถนนคนเดินสายใหญ่ในกรุงสต็อกโฮล์ม เมืองหลวงของประเทศสวีเดน เมื่อเวลาราว 15.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น ในเบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย และบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจสวีเดนเปิดเผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บเหตุการณ์รุนแรงไม่คาดคิดครั้งนี้อีกจำนวนหนึ่ง และเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการสอบสวน โดยยังไม่ทิ้งชนวนการก่อการร้าย ซึ่งการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า รถที่ใช้ก่อเหตุเป็นรถที่ถูกขโมยมาอีกที

โดยพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ระบุว่า รถคันดังกล่าวแล่นมาพุ่งชนคนที่กำลังอยู่ด้านหน้าที่เกิดเหตุ หลังจากนั้นมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ล้มตายนอนอยู่ด้านหน้าห้างเป็นจำนวนมาก

ขณะที่นายสเตฟาน ลอฟเฟน นายกรัฐมนตรีสวีเดนประกาศว่า สวีเดนถูกโจมตี การขับรถพุ่งชน เป็นการโจมตีของผู้ก่อการร้าย

อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวเอพี ระบุว่า รถบรรทุกที่ใช้ในการก่อเหตุ ถูกขับพุ่งเข้าใส่ฝูงชนด้านนอกของห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ โดยเป็นการจงใจก่อเหตุโจมตี ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ

ที่มา  timesofindia.indiatimes.com

ขออนุญาตใช้เนื้อหา
เนื้อหานี้ไม่อนุญาตให้แสดงความเห็น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง