เจ้าสัวธนินท์ แนะรัฐบาล ทำการเมืองให้นิ่ง เน้นการท่องเที่ยวดันเศรษฐกิจ

Home / เศรษฐกิจ-ธุรกิจ / เจ้าสัวธนินท์ แนะรัฐบาล ทำการเมืองให้นิ่ง เน้นการท่องเที่ยวดันเศรษฐกิจ

ธนินท์  เจียรวนนท์

โว หากรัฐลดภาษีเหลือ 17 %  นักลงทุนจะมุ่งย้ายฐานการผลิตมาไทย

วารสารซีพี-อีนิวส์ ฉบับล่าสุด ได้ลงบทสัมภาษณ์นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยกล่าวถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันซึ่งถือเป็นโอกาสทอง เพราะเป็นประเทศที่มีเงินทุนสำรองเป็นอันดับที่ 2 ในเอเชีย ทั้งยังมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวที่ใช้เป็นตัวขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจได้ โดยมีข้อความดังนี้

ท่ามกลางภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั้งในสหรัฐฯและยุโรป ทำให้เอเชียมีพลังมากขึ้นนั้น ด้วยเหตุนี้จึงมองเห็นโอกาสทองของประเทศไทย เพราะไทยเป็นประเทศที่ไม่มีปัญหาเรื่องการเงิน และยังมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศสะสมมากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ และมากที่สุดในกลุ่มอาเซียน 9 ประเทศ ไม่นับสิงคโปร์ แต่ขาดเพียงอย่างเดียว คือเรื่องการเมือง หากการเมืองนิ่ง คนไทยจะร่ำรวยมากขึ้น และประเทศชาติจะเติบโตอย่างมั่งคั่ง

สำหรับจุดแข็งที่เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทย คือ ภาคการท่องเที่ยว หากรัฐบาลเข้าใจและสนับสนุน โดยมีมาตรการส่งเสริมเป็นการเฉพาะ จะทำให้ประเทศไทยมีรายได้มหาศาลเข้าประเทศ ทั้งนี้หากคนจีนจำนวนเพียง 10% มีฐานะร่ำรวยขึ้น ก็เท่ากับ 130 ล้านคน ในจำนวนนี้แค่ 1% มาเที่ยวไทย คิดเป็นจำนวน 13 ล้านคน และหากคนอินเดียจำนวน 1% ร่ำรวยขึ้น หรือประมาณ 10 ล้านคน ในจำนวนนี้ขอแค่ครึ่งหนึ่งหรือ 5 ล้านคนมาเที่ยวไทย จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยยืนหยัดได้อย่างแน่นอน หากรัฐบาลมีนโยบายเปิดเขตปลอดภาษีจำหน่ายสินค้าเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ จะเป็นโอกาสของประเทศไทย

นอกจากนี้ โอกาสทองของไทยที่เด่นชัดคืออุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งไทยเป็นที่หนึ่งของเอเชีย และมีโอกาสที่จะเติบโตสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 4 ของโลก เนื่องจากประเทศไทยมีความพร้อม บริษัทรถยนต์ทุกประเทศมาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาซีพีได้ร่วมทุนกับบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในจีน ซึ่งต่อไปจะเป็นบริษัทใหญ่ที่สุดในโลก อุตสาหกรรมรถยนต์จึงเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทย ถ้ารัฐบาลเข้าใจให้นโยบายเรื่องนี้ชัดเจน อุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศไทยก็จะไปได้อีกไกล

พร้อมระบุว่า ปี 2556 ยังคงเป็นปีทองของไทย เนื่องจากรัฐบาลได้ประกาศปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงจาก 23 % เหลือ 20 % ส่งผลให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีภาษีต่ำเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน ซึ่งหากรัฐบาลชุดนี้มีนโยบายลดภาษีต่ำลงไปอีกเหลือ 17 % เท่ากับฮ่องกง สิงคโปร์ บริษัทที่เคยเสียภาษีอยู่ที่ฮ่องกง สิงคโปร์ จะย้ายฐานมาตั้งสำนักงานที่ประเทศไทยแล้วส่งคนออกไปทำงานใน 10 ประเทศ บริษัททั่วโลกจะมาช่วยกันเสียภาษีให้กับประเทศไทย กำไรจะตกอยู่กับประเทศไทย เป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะร่ำรวย

ขณะเดียวกันประเทศไทยมีความพร้อม และมีสินค้าเกษตรหลายอย่างที่เป็นที่ต้องการของตลาดโลก ทั้ง ยาง ปาล์ม มัน อ้อย ข้าว ถ้ารัฐบาลมีนโยบายถูกต้อง ข้าวไทยต้องไม่แข่งขันเพื่อจะไปเป็นที่หนึ่ง แต่ควรหันกลับมาเน้นผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ขายปริมาณน้อยแต่ได้เงินมากจะดีกว่า และจะทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะสินค้าเกษตรถือเป็นทรัพย์สมบัติของชาติที่มีค่ายิ่งกว่าทองคำ ถ้าประเทศไทยยกระดับราคาสินค้าเกษตร จะสร้างกำลังซื้อให้กับคนจนในประเทศมากขึ้น เพราะไม่มีประเทศไหนที่ไม่ใช้สองสูงแล้วประเทศนั้นจะเจริญ

ขอบคุณที่มา วารสารซีพี-อีนิวส์