พาณิชย์ลั่น!!ห้ามขายของแพงขูดรีดผู้บริโภค

Home / การตลาด, เศรษฐกิจ-ธุรกิจ / พาณิชย์ลั่น!!ห้ามขายของแพงขูดรีดผู้บริโภค

พาณิชย์เรียกผู้ประกอบการ ผู้ผลิตสินค้า ขนส่ง ตลาดสด แจงห้ามขายของแพง โดยอ้างสถานการณ์การเมืองขณะนี้ พร้อมย้ำ        รมช.พาณิชย์ และกรมการค้าภายในลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้า

นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล01

นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เผย กระทรวงได้ติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิดหลังจากกลุ่ม กปปส. ประกาศปิดกรุงเทพฯ ในวันที่13 มกราคมนี้ โดยมอบหมายให้นายยรรยงค์ พวงราช รมช.พาณิชย์ และกรมการค้าภายในลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้าและไม่ต้องการให้ประชาชนกักตุนสินค้าเกินความจำเป็น รวมทั้งจะยังไม่อนุญาตให้มีการปรับขึ้นราคาสินค้าในขณะนี้ โดยอ้างสถานการณ์การเมืองในขณะนี้

นายยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า แม้ขณะนี้ราคาสินค้าจะยังไม่ปรับสูงขึ้นและไม่พบการกักตุนสินค้า แต่เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมกระทรวงพาณิชย์ในวันที่ 7 มกราคม 2557นี้ได้เชิญผู้ประกอบการผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้ขนส่งสินค้า และผู้ประกอบการตลาดสดมาหารือร่วมกันเพื่อวางแผนรับมือการชุมนุมปิดกรุงเทพฯของ กปปส. เพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน ทั้งการปรับขึ้นราคาสินค้าและการกักตุนสินค้าของประชาชน เนื่องจากการดูแลตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค

โดยก่อนหน้านี้การชุมนุมทางการเมืองมีผลกระทบต่อตลาดทุน ตลาดเงิน และภาคการท่องเที่ยว ส่งผลให้ต้นทุนผู้ประกอบการสูงขึ้น ซึ่งด้วยจากการประเมินของหน่วยงานสำคัญด้านเศรษฐกิจ ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(สอท.) และสถาบันวิจัยต่างๆ ที่ออกมาตรงกันว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงจากความกังวลสถานการณ์การเมือง

ด้านสถานการณ์ราคาสินค้าขณะนี้ ภาพรวมยังปกติ แต่มีเนื้อหมูที่มีแนวโน้มปรับราคาสูงขึ้นเพราะใกล้เข้าสู่ช่วงตรุษจีน ส่วนผักสดราคาขึ้น-ลงตามสภาพอากาศ และความต้องการของผู้บริโภค ขณะที่ราคาอาหารปรุงสำเร็จ ปรับราคาเพิ่มขึ้น 5 บาทต่อจานตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ส่วนสินค้าอุปโภค-บริโภคทั่วไปยังไม่น่าเป็นห่วง

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า หากกลุ่มกปปส.ปิด กทม.จริงย่อมส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจคงจะตามมามาก เพราะ กทม.เป็นศูนย์กลางของประเทศ สัญญาณที่ส่งออกไปทั่วโลกจะมีผลทางลบ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวหากปัญหายืดเยื้อออกไปยาวนานก็ยิ่งกระทบหนัก เพราะการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ 2 ล้านล้านบาท และอื่น ๆ ที่ต้องอาศัยนโยบายใช้มติคณะรัฐมนตรีในการอนุมัติก็ไม่สามารถขับเคลื่อนได้

“เดิมทีคาดว่าหากมีการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ จีดีพีปีนี้จะเฉลี่ยโต 4% แต่หากไม่มีการเลือกตั้งและไม่เกิดเหตุรุนแรงจีดีพีจะโต 3% ขณะนี้ก็ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระสยามเทวาธิราชช่วยปกป้องไม่ให้เกิดความรุนแรง เพราะไม่เช่นนั้น จีดีพีก็ไม่รู้ว่าจะลงไปอยู่จุดใด” นายสมชัยกล่าว

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าช่วงปีใหม่และช่วงไตรมาสที่ 4 ห้างค้าปลีกทั่วประเทศ เช่น แมคโคร โลตัส บิ๊กซี มียอดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคลดลง จากสถานการณ์ปกติที่เป็นช่วงที่ควรมียอดขายเพิ่มขึ้นบางรายจะมียอดจำหน่ายสูงถึง 10%ของยอดจำหน่ายปกติของช่วงนี้แต่หลังจากมีปัญหาการเมืองเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้ ยอดขายแต่ละห้างลดลง 3-5%เพราะประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการบริโภค

MThai News