ทริสเรทติ้งจัดอันดับหุ้นกู้เมเจอร์ฯที่ระดับ “A-”

Home / ตลาดหุ้น, เศรษฐกิจ-ธุรกิจ / ทริสเรทติ้งจัดอันดับหุ้นกู้เมเจอร์ฯที่ระดับ “A-”

บ.ทริสเรทติ้ง แอนด์ อินฟอร์เมชั่น เซอร์วิสจัดอันดับหุ้นกู้ บมจ.เมเจอร์ฯ ที่ระดับ “A-” Stable

วิชา พูลวรลักษณ์01

นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประะานกรรมการบริหาร บมจ.เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป เผยบริษัทหุ้นกู้ไม่มีประกันของ บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน)  โดยทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ที่ระดับ “A-” แนวโน้ม Stableสะท้อนถึงสถานะผู้นำในธุรกิจโรงภาพยนตร์ในประเทศไทย ตลอดจนการมีโรงภาพยนตร์ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่ดีทั่วประเทศ

โดยนายวิชา พูลวรลักษณ์ ถือหุ้นบมจ.เมเจอร์ฯ ในสัดส่วน 36% บริษัทดำเนินธุรกิจหลัก 5 ประเภท ได้แก่ โรงภาพยนตร์ โบว์ลิ่งและคาราโอเกะ สื่อและโฆษณา การให้เช่าพื้นที่และบริการ รวมถึงการจัดจำหน่ายวิดีโอซีดี/ดีวีดีและลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2556 รายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทมาจากธุรกิจโรงภาพยนตร์และธุรกิจโฆษณา โดยรายได้จากธุรกิจโรงภาพยนตร์คิดเป็น 69% ของรายได้ทั้งหมด ในขณะที่รายได้จากธุรกิจโฆษณาคิดเป็น 14% สำหรับธุรกิจอื่น ๆ อีก 3 ประเภทต่างก็มีรายได้คิดเป็นประมาณ 6% ของรายได้ทั้งหมด

ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2556 บริษัทดำเนินกิจการโรงภาพยนตร์ 64 แห่ง โดยมีจำนวนจอภาพยนตร์ทั้งสิ้น 449 จอ และที่นั่ง 107,488 ที่นั่ง ณ ปัจจุบันบริษัทมีโรงภาพยนตร์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 31 แห่งและในต่างจังหวัด 33 แห่ง มีสาขาโบว์ลิ่งและคาราโอเกะ 22 แห่ง ซึ่งประกอบด้วยโบว์ลิ่ง 382 ราง ห้องคาราโอเกะ 246 ห้อง และลานสเกตน้ำแข็ง 3 แห่ง

นอกจากนี้ บริษัทยังบริหารจัดการพื้นที่ให้เช่าขนาด 57,376 ตารางเมตร (ตร.ม.) ด้วย นอกจากโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ที่บริษัทได้เปิดดำเนินการเอง 5 แห่งแล้ว บริษัทยังขยายโรงภาพยนตร์ไปตามห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลีกสมัยใหม่โดยใช้ตราสัญลักษณ์หลากหลายเพื่อดึงดูดลูกค้าหลาย ๆ กลุ่มด้วย

สำหรับช่วง 9 เดือนแรกของปี 2556 บริษัทมีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา ที่ 5,915 ล้านบาทจากรายได้การฉายภาพยนตร์ที่ดีขึ้น เช่น พี่มากพระโขนง Iron Man 3 และ The Fast and Furious 6 และรายได้จากธุรกิจโฆษณาเติบโตต่อเนื่อง บริษัทมีอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้จากการขายอยู่ที่ระดับ 29% ในปี 2553-2554 แต่ลดลงสู่ระดับ 24.9% ในปี 2555 เนื่องจากผลการดำเนินงานที่อ่อนแอลงในธุรกิจการจัดจำหน่ายวิดีโอซีดี/ดีวีดีและลิขสิทธิ์ภาพยนตร์ ตลอดจนการให้เช่าพื้นที่และบริการ

อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 29% ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2556 เนื่องจากรายได้จากธุรกิจโรงภาพยนตร์ ธุรกิจโฆษณาและการขายอาหารว่างและเครื่องดื่มเติบโตขึ้น บริษัทมีกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายจากธุรกิจภาพยนตร์คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% ของกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายทั้งหมด ส่วนธุรกิจโฆษณาสามารถสร้างกระแสเงินสดให้แก่บริษัทอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายต่ำ

MThai News