“เอเซีย พลัส”จี้เลือกหุ้นธนาคารรายตัว

Home / ตลาดหุ้น, เศรษฐกิจ-ธุรกิจ / “เอเซีย พลัส”จี้เลือกหุ้นธนาคารรายตัว

บล.เอเซีย พลัสฟันธงหุ้นธนาคาร ต่ำกว่าตลาดทั้งดัชนีกลุ่มและราคา แนะเลือกหุ้นใหญ่ BBL และ KBANK

9515311+

บล.เอเซีย พลัส วิเคระาห์หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 22 ม.ค.57 มีความเป็นไปได้สูงที่จะประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย RP 1 วัน (อัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตร) )ลงอีกระลอกในอัตรา 0.25% มาที่ 2% ถือเป็นการเปิดศักราชครั้งแรกของปี 2557 อีกทั้งยังเป็นการปรับลดลงต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 ตั้งแต่ปี 2556 โดยการดำเนินงานนโยบายการเงินผ่อนคลายของ แบงก์ชาติเป็นสิ่งจำเป็นต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งมีความเปราะบางมากในขณะนี้ จากปัจจัยการเมืองในประเทศซึ่งยังไม่เห็นข้อสรุปที่ชัดเจน และดูเหมือนสถานการณ์จะยังคงยืดเยื้อ อีกทั้งเพื่อเป็นการเร่งการจับจ่ายใช้สอยและการลงทุนของผู้บริโภคให้สูงขึ้น

ฝ่ายวิจัยเชื่อว่า แนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายรอบนี้ของ ธปท. จะทำให้ ธนาคารพาณิชย์ดสินใจประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้-ฝากลงตามด้วย ในลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นในรอบที่ผ่านมา คือปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้น้อยกว่าเงินฝาก เพื่อลดผลกระทบต่อส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย (RP 1 วัน) ให้น้อยที่สุด โดย SCB ถือเป็นผู้นำร่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในรอบที่ผ่านมา จากนั้น ธ.พ.ส่วนใหญ่ต่างก็ตอบสนองในทิศทางเดียวกันภายในเวลาอันสั้น

ฝ่ายวิจัยได้รวมผลกระทบจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาลงอีก (25basic point) หรือเท่ากับลด 0.25% ประมาณการผลการดำเนินงานปี 2557 ภายใต้สมมติฐาน NIM (Net Interest Margin) หรือ ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อ กับเงินฝากปี 2557 เท่ากับ 3.20%

หากอัตราดอกเบี้ยในระบบปรับตัวลดลงมากกว่า 0.25% จากการศึกษาของฝ่ายวิจัยจะเห็นว่าทุกๆ  0.25% ที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้-ฝากลดลง จะส่งผลกระทบต่อ NIM ปี 2557 ของกลุ่มฯ ให้ลดลง อีก 0.382% ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิปี 2557 ของกลุ่มฯ ให้ลดลงราว 2.49% คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ KTB, BBL และ TISCO โดย KTB และ BBL เป็น ธ.พ. ที่มีโครงสร้างสินเชื่อที่เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวสูงมาก และกระทบในฐานะที่เป็นผู้ให้กู้รายใหญ่ (Net lender) รายใหญ่ในตลาดเงิน ขณะที่ TISCO แม้จะได้เปรียบจากการมีโครงสร้างสินเชื่อที่เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ระดับสูง แต่โครงสร้างเงินฝากและเงินกู้ยืมที่เป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ระดับสูงเช่นกัน

ส่วนธนาคารที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยรอบนี้คือ LHBANK, KBANK และ SCB โดยความได้เปรียบของ LHBANK คือเป็นผู้กู้ยืมสุทธิในตลาดเงิน (Net borrower) ซึ่งสามารถหักล้างผลกระทบสุทธิจากฝั่งสินเชื่อและเงินฝากส่วนที่เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวไปได้มาก ส่วน KBANK และ SCB แม้จะเสียเปรียบในฐานะที่เป็นผู้ให้กู้ยืม (Net lender) ในตลาดเงิน แต่ผลกระทบส่วนใหญ่สามารถหักล้างได้จากผลบวกในฝั่งสินเชื่อและเงินฝาก เนื่องจากการที่มีโครงสร้างเงินฝากที่เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวในปริมาณสูง

บล.เอเซีย พลัส คงน้ำหนักกลุ่มธาคารพาณิชย์น้อยกว่าตลาด แม้ดัชนีกลุ่ม และราคาหุ้นปรับลดลงมาก แต่ความเสี่ยงยังมี และยังขาดปัจจัยบวกเข้ามากระตุ้นในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า และยังเห็นความเสี่ยงในทางขาลงของปัจจัยพื้นฐานในกรณีที่การเติบโตของ GDP ไม่เป็นไปตามคาด ฝ่ายวิจัยยังเน้นเลือกหุ้น ธนาคารขนาดใหญ่ที่ราคาถูกและให้ปันผลจูงใจคือ BBL (ราคาเหมาะสม 197 บาท) และ KBANK (ราคาเหมาะสม 185 บาท) ซึ่งราคาหุ้นพร้อมดีดตัวแรงในช่วงตลาดฯ ฟื้นตัว

MThai News