ฟิลลิปฯชี้ลงทุนหุ้นธนาคารมากกว่าปกติ

Home / การเงิน-การคลัง, เศรษฐกิจ-ธุรกิจ / ฟิลลิปฯชี้ลงทุนหุ้นธนาคารมากกว่าปกติ

บล.ฟิลลิปฯ ฟันธงหุ้นกลุ่มธนาคารน่าเก็บแม้ผลกดำไรปีนี้ต่ำกว่าปีก่อน เหตุราคาทั้งกลุ่มถูกมาก

bank-fee+

บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย)  แนะลงทุนกลุ่มธนาคาร ซึ่ง10 ธนาคารที่ทำการศึกษา รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2556 มีกำไรสุทธิรวมกัน 47 พันล้านบาท แม้ลดลง 7% เทียบไตรมาส 3 ปี 2556 ที่ 51 พันล้านบาท หลายธนาคารยังคงมีการตั้งสำรองในระดับสูง และรายได้ค่าธรรมเนียม และรายได้จากธุรกิจประกันในหลายธนาคารยังลดต่ำลง จากปกติที่ไตรมาส 4 มักจะเป็นไตรมาสที่รายได้จากธุรกิจนี้เติบโตสูงที่สุดในปี อีกทั้งค่าใช้จ่ายที่มักจะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงปลายปีเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการลดต่ำลง

อย่างไรก็ตามหลายธนาคารไม่ว่าจะเป็น BAY, KTB, SCB และ TCAP มีรายได้พิเศษจากเงินปันผล และเงินค่าไถ่ถอนหน่วยลงทุนจากกองทุนวายุภักษ์เข้ามา ทำให้การลดลงของกำไรสุทธิไตรมาส 4ปีนี้ ลดน้อยกว่าหลายปีที่ผ่านมา โดยในปี 2554 กำไรไตรมาส 4ปี 2554 ลดลงถึง 46%

แต่เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2555 แล้วกำไรสุทธิรวมของกลุ่มธนาคารเพิ่มสูงขึ้น 59% เทียบปี 2554 โดยถึงแม้ว่าในไตรมาส 4 ปี 2556 หลายธนาคารยังคงตั้งสำรองสูงเมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้าแต่ก็ลดลงมากจากปีก่อนที่มีหลายธนาคาร โดยเฉพาะ KTB และ TMB มีการตั้งสำรองจำนวนมากไปก่อนหน้านี้ ทำให้ผลประกอบการไตรมาสนี้เพิ่มสูงขึ้น นอกเหนือจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นการเติบโตของสินเชื่อ และการเพิ่มรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยขึ้นของหลายธนาคาร

โดย LHBANK เป็นธนาคารที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นมากที่สุดโดยเพิ่มขึ้น 41% เทียบไตรมาส 3 เพราะจากรายได้ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นมาก และการไม่มีผลขาดทุนจากเงินลงทุนเหมือนในไตรมาสก่อน

สินเชื่อของกลุ่มธนาคารไตรมา 4 ปี 2556 มีเร่งตัวขึ้นตามที่ทางฝ่ายได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า โดยเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 อยู่ 3% จากไตรมาส 3ปี 2556 ที่กลุ่มธนาคารมีสินเชื่อเติบโตน้อยที่สุดในรอบปี โดยเพิ่มขึ้นเพียง 1.6% และสินเชื่อที่เร่งตัวขึ้น ทำให้กลุ่มธนาคารมีสินเชื่อเติบโตทั้งปี 2556 โต11% โดยเป็นปกติของไตรมาส 4 ที่สินเชื่อจะเติบโตสูงจากความต้องการสภาพคล่องในการทำธุรกิจของลูกค้าธุรกิจและลูกค้า SME และเป็นช่วงที่มีการจับจ่ายใช้สอยสูงของลูกค้ารายย่อยโดยมีเพียง KKP และ KTB เท่านั้นที่มีสินเชื่อเติบโตน้อยกว่าไตรมาสก่อน

ถึงแม้ว่าในปี 2557 จะคาดว่าผลประกอบการของกลุ่มธนาคารจะเติบโตไม่มากเมื่อเทียบกับในปีที่ผ่านมา แต่มองว่าปัจจัยพื้นฐานของกลุ่มยังแข็งแกร่ง และเมื่อเทียบราคาในปัจจุบันกับราคาพื้นฐานมีส่วนต่างเหลืออยู่พอสมควร ทางฝ่ายจึงยังคงให้น้ำหนัก“ลงทุนมากกว่าปกติ” ในหุ้นกลุ่มธนาคาร และเลือก KBANK เป็นหุ้นน่าเก็บที่สุด (Top pick) ของกลุ่ม (ราคาพื้นฐาน ปี 57 ที่213 บาท)

Mthai News