เล่นหุ้นอย่างไรตอน 2 จิตวิทยาการลงทุนสำคัญจริงๆ

Home / ตลาดหุ้น, เศรษฐกิจ-ธุรกิจ / เล่นหุ้นอย่างไรตอน 2 จิตวิทยาการลงทุนสำคัญจริงๆ

เคยได้ยินไหมครับ มุขตลกในตลาดหุ้นว่าไปซื้อหุ้น LEE กันเถอะ ดูแล้วชื่อน่าลงทุน ถามว่า : ทำไมถึงซื้อ คำตอบ : ก็อยากเป็นเจ้าของบริษัท  “กางเกงยีนยี่ห้อลี” ดูเทห์ดีและท่าทางจะขายดี (ฮาๆๆๆ) ไม่ใช่นะครับ LEE หรือบมจ.ลีพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทำธุรกิจขายผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรและอาหารสัตว์ทั้งสัตว์บกัตว์น้ำครับ  ไม่ได้ขาย “กางเกงยีนยี่ห้อลี” เลย เพียงชื่อย่อมันไปตรงกับชื่อกางเกงยีนเท่านั้น

Psychodata:text/mce-internal,

วันนี้จึงนำเสนอเรื่องจิตวิทยาการลงทุน เพื่อที่ตัวเราจะได้ลงทุนอย่างรอบคอบนะครับ ซึ่งจริงๆแล้วมีหลายรูปแบบ แต่หลักๆก็พอจะยกมาให้เข้าใจ

จิตวิทยา นักลงทุนแบบ Over react เช่น เมื่อมีข่าวหรือเหตุการณ์ใดๆมากระทบตลาดหุ้นจะเกิดปฏิกิริยา รีแอ็คชั่น ทันที คือ ตอบสนองกับตลาดและหุ้นอย่างรุนแรงจนเกินจริง คือ ตกใจเมื่อมีข่าวร้าย ขายหุ้นทันที ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตั้งใจถือหุ้น PTT(บมจ. ปตท.) ยาวๆเพื่อรอเงินปันผล ก็อดได้เงินปันผลไป หรือมีข่าวดี ก็รีบซื้อทันทีกลัวตกรถ แต่กลายเป็นข่าวลือว่า หุ้นตัวนี้ดี ซื้อไป สัก 2 ชั่วโมงราคาตกต่ำกว่าราคาที่ซื้อ จนเรียกว่าหุ้นเราอยู่บนดอย อันนี้จะเรียกว่า เจ๊กตื่นไฟก็ได้นะครับ

จิตวิทยา นักลงทุนแบบนักลงทุนแบบแบบทั่วๆไป คือมักซื้อเร็วขายเร็วมาก โดยเฉพาะซื้อเช้าราคาหุ้นปรับขึ้น 50 สตางค์ ก็รีบขายตอนบ่ายทันที แต่ถ้าซื้อแล้วราคาตกลงมา ก็มักเก็บหุ้นไว้ แปลว่า “ชอบกำไร” มากกว่า “ขายขาดทุน” อ้าวก็ผมผิดอะไรผมอยากกำไร จริงครับทำกำไรย่อมมีความสุข แต่ก็เป็นนิสัยลงทุนระยะสั้นมากเกินไป ควรเพาะสร้างนิสัยการลงทุนระยะยาว โดยดูจากพื้นฐานและการเติบโตของบริษัท เลือกหุ้นแบบนี้ ไม่ใช่หุ้นที่หวือหวาตามข่าว แล้วร่วงดิ่งลงมา และขึ้นตามข่าวลือเท่านั้น ถ้าเป็นบริษัทไม่มีอนาคตก็ไม่ควรเสี่ยง (บทแรกถึงเขียนเรื่องความเป้นเจ้าของบริษัทไงครับ) ใครไม่เข้าใจก็ว่าไม่สำคัญนะครับ

stock_down

จิตวิทยา นักลงทุนแบบทางเทคนิค คือ แบบที่ศึกษาข้อมูลทางเทคนิคในการดูราคาหุ้น แน่นอน่วนใหญ่ได้จากบทวิเคราะห์ ซึ่งพอพูถึงแนวต้าน แนวรับ หรือเส้นค่าเฉลี่ยแล้วพอจะรู้ราคาหุ้น บางคนหัดดูแม้กระทั่งกราฟแท่งเทียน อันนี้ผู้เขียไม่ถนัดเลยกราฟพวกนี้ แต่จากการศึกษาของฝรั่ง คือนักลงทุนต่างประเทศ ระบุชัดเจนว่า การลงทุนในหุ้นไม่มีรูปแบบที่แน่ชัด ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ราคาหุ้นได้ถูกต้องจากแบบแผน หรือกราฟใดๆ ไม่เช่นนั้นบทวิเคราะห์คงไม่บอกกว้างๆว่า ให้ซื้อหรือขาย ในช่วงดัชนีระหว่าง 1300- 1350 จุด หรอกครับ

จิตวิทยา นักลงทุนแบบยึดติดราคาอ้างอิง ประมาณคิดว่าเป็นราคาที่อุ่นใจ เช่นราคาที่โบรกเกอร์แนะนำ หรือราคาจองซื้อวันแรก IPO ซึ่งไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไปที่ราคาหุ้นที่เหมาะสมควรจะเป็นราคาใกล้เคียง IPO ในช่วงเดือนแรกอาจจะใช่ แต่ยิ่งเวลาผ่านไปนานปัจจัยที่ส่งผลต่อบริษัทก็เปลี่ยนไป  เช่น เศรษฐกิจตกต่ำ ราคาวัตถุดิบของอุตสาหกรรมนั้นๆเปลี่ยไป หรือการเมืองในประเทศหรือต่างประเทศมาทำหุ้นตกกระทันหัน บทวิเคราะห์แม้จะวิเคราะห์ล่วงหน้าเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนก็อาจมีข่าวมาเปลี่ยแปลง เช่น ประท้วงไล่กรรมการผู้จัดการขึ้นมา (ฟังดูคุ้นๆในบ้านเรามีบ่อย) อันนี้บางครั้งก็ไม่เกี่ยวกับผลการดำเนินงานด้วยซ้ำ พูดง่ายๆ ถ้ารักจะเล่นหุ้นต้องติดตามข่าวสารทุกวัน

จิตวิทยา นักลงทุนแบบ Over Confident คือ มั่นใจตัวเองมากเกินไป แปลว่า เชื่อมั่นว่าตัวเองมีฝีมือสูงกว่าคนทั่วไป ความเชื่อมั่นนั่นดีครับ ไม่งั้นคงไม่มาซื้อหุ้นแน่ แต่เป็นเรื่องอันตราย เพราะ “การลงทุนมีความเสี่ยง” บอกตัวเองว่า ฉันเรียนมา รุ่นพี่สอนมาดี ก็ดีครับแต่จริงๆควรตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นแต่ละตัวให้ดีก่อนเลือกซื้อ และคอยดูข่าวคราวและความเคลื่อนไหวของหุ้นบ้างนะครับ อย่าเพิ่งมั่นใจว่า หนึ่งในตองอู ซึื้อหุนเสร็จก็ไปเที่ยวเล่นได้ เพราะราคาหุ้นเคลื่อนไหวได้ทุกวัน ยิ่งไม่เคยเล่นหุ้นมาก่อนยิ่งอันตราย อาจหัวใจวายเมื่อราคาหุ้นตกมากๆจิตวิทยา

นักลงทุนแบบมาเป็นหมู่คณะ ผมมีโอกาสพบรุ่นพี่หลายคนแนะนำว่า การซื้อหุ้นต้องตามหมู่คณะไป ไอ้บทวิเคราะห์ไม่น่าเชื่อถือ อันนี้ก็ไม่จริงครับ เพราะอย่างน้อยบทวิเคราะห์เขาก็ไปเก็บข้อมูลบริษัทนั้นๆมาให้เราว่าทำธุรกิจอะไร ผลงานเป็นอย่างไร ลูกค้าเยอะไหม ถือเป็นข้อมูลเบื้องต้น ซึ่งไม่นับการปั่นหุ้นซึ่งมีโอกาสเกิดหลายทิศทาง (แต่ปัจจุบันมีโอกาสน้อยลง เพราะลงโทษกันหนัก) ซึ่งไม่ควรชะล่าใจ ยกเว้นหมู่คณะที่เราตามไปมีข้อมูลดีจริง แถมรู้ข้อมูลวงในที่เรียกว่า Insider และที่สำคัญไม่หลอกเราเพราะหวังราคาหุ้นขึ้นไวๆ หรือหลอกขายหุ้นเรา

IMAG1974

โดยสรุป คือ ต้องศึกษาข้อมูลรอบด้านในหุ้นแต่ละตัว และไม่ขี้ตื่นตกใจเกินไปจนเสียท่า แต่เมื่อถึงเวลา ก็ต้องรู้จักตัดขายขาดทุนนะครับ หุ้นไม่ใช่จะทำกำไรอย่างเดียว

MThai News