เงินทุนต่างชาติไหลกลับตลาดหุ้นไทยสั้นหรือยาว

Home / ตลาดหุ้น, เศรษฐกิจ-ธุรกิจ / เงินทุนต่างชาติไหลกลับตลาดหุ้นไทยสั้นหรือยาว

โบรกเกอร์ฟันธง ต่างชาติหันกฃับลงทุนในตลาดหุ้นไทยมี 2 กลุ่มทั้งถือหุ้นยาว และสั้น เหตุกปปส.ย้ายชุชมนุมที่สวนลุม และยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

3DF4222
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ กล่าวว่า การลงทุนของต่างประเทศ เริ่มกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากขึ้น ทั้งนี้ถ้าดูจากกระแสการไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศที่เริ่มเป็นบวก หลังจากกลุ่ม กปปส. ย้ายการชุมนุมเข้าไปในสวนลุมพินี และเป็นบวกมากขึ้นอีก หลังรัฐบาลยกเลิกใช้พระราชกำหนดในสถานการณ์ฉุกเฉิน

“พอสรุปได้ว่าการกลับเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติในรอบนี้ เพราะสถานการณ์ทางการเมืองมีความตึงเครียดน้อยลง และถ้าสังเกตคำถามของนักลงทุนส่วนใหญ่ระยะหลัง จะเน้นแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวม และทิศทางการขยายตัวของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมากกว่าเรื่องการชุมนุม ผมเชื่อว่านักลงทุนต่างชาติกล้ามองข้ามความวุ่นวายด้านการเมือง ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค.ถึงวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา ต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตลาดไทย 19,532 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีมาก เมื่อเทียบกับช่วง 4 เดือนแรกของการชุมนุม ที่ต่างชาติขายหุ้นออกต่อเนื่องเกือบทุกวัน มีแค่ 11 วันเท่านั้นในช่วงนั้นที่มียอดสุทธิเป็นบวก รวมเม็ดเงินที่ขายหุ้นทั้งหมดใน 4 เดือนมีมูลค่าถึง 123,701 ล้านบาท”

“เท่าที่ติดตามดู เงินที่กลับเข้ามารอบนี้ มาจากนักลงทุน 2 ประเภท คือพวกลงทุนระยะยาว Long-term มากๆ ซึ่งมีระยะเวลาถือหุ้นนาน 3-5 ปี กลุ่มนี้มองภาพระยะยาวๆ มากกว่าจะสนใจเหตุการณ์ในระยะสั้นๆ และชอบลงทุนในช่วงที่ตลาดเหมาะสม (Correction) แบบที่ผ่านมา เพราะจะได้ของถูก นักลงทุนกลุ่มนี้เข้ามาค่อนข้างมาก ส่วนอีกประเภทที่เห็นเข้ามา คือพวกหวังผลเร็ว โดยเชื่อว่าตลาดจะดีดตัวกลับหลังจากการที่เคลื่อนไหนต่ำกว่าคาดการณ์มานาน พวกหลังนี้จะอยู่ไม่นาน แต่ถ้าการเมืองดีขึ้นเรื่อยๆ และเชื่อว่าตลาดจะไปได้ต่อ ก็จะไม่รีบร้อนขายทำกำไร”

ด้านนายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.เอเชียพลัส กล่าวว่าแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติที่กลับเข้ามาในช่วงนี้ เป็นเพียงการซื้อกลับ หลังจากที่มีการขายออกมากเกินไปในช่วงที่ผ่านมา หากนับการซื้อสุทธิสะสมของนักลงทุนต่างชาติที่สูงสุดถึง 3.2 แสนล้านบาท ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายออกไปจนเหลือเพียง 4.4 หมื่นล้านบาท ถึงแม้จะมีการซื้อกลับมาก็คาดว่าแรงซื้อจะไม่สูงมาก คาดจะซื้อกลับเพื่อให้เม็ดเงินลงทุนเหลือ 20% ของการซื้อสะสมในรอบที่ผ่านมา หรือซื้อเพิ่มอีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท”

MThai News