ตลาดหุ้นฝุ่นตลบช่วงขวัญผวา เล็งลงทุนธุรกิจถูกกลุ่ม

Home / ตลาดหุ้น, เศรษฐกิจ-ธุรกิจ / ตลาดหุ้นฝุ่นตลบช่วงขวัญผวา เล็งลงทุนธุรกิจถูกกลุ่ม

ช่วงฝุ่นตลบหลังยึดอำนาจ นักลงทุนหุ้นยังผวา เล็งการลงทุนดีๆ ธุรกิจทีวี – ภาพยนตร์ รายได้หด กลุ่มค้าปลีกดูข้อมูลรายบริษัท

484856

บล.เอเซีย พลัส วิเคราะห์ว่า หลังยึดอำนาจการปกครอง คาดมีแรงขายกดดันดัชนีหุ้นลงไปที่ 1,370-1,380 จุด ส่งผลกระทบต่อกลุ่มธรกิจโดยเฉพาะบันเทิง ทั้งนี้หุ้น Domestic Play (หุ้นที่มียอดขายหลักในประเทศ) จะได้รับผลกระทบจากยึดอำนาจในครั้งนี้อย่างมาก โดยกลุ่มบันเทิง เรียงลำดับจากมากไปน้อยคือ ธุรกิจทีวี และโรงภาพยนต์ ทั้งนี้ภายหลังจากการประกาศฉบับที่ 4/2557 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เรื่องให้สถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุชุมชนสถานีวิทยุโทรทัศน์ โทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิ้ลทีวี งดออกอากาศรายการประจำ

กลุ่มธุรกิจทีวี นอกจากสูญเสียรายได้เป็นระยะเวลาหนึ่งจนกว่าจะมีคำสั่งให้กลับมาออกอากาศรายการได้ตามปกติแล้ว การที่ทำให้ผู้ได้ใบอนุญาตช่องทีวีดิจิตอล(ผู้ประกอบการโทรทัศน์) ได้วันเริ่มออกอากาศช่องทีวีดิจิตอลอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 25 เม.ย. ที่ผ่านมา ทำให้ต้องเริ่มบันทึกต้นทุนตัดจำหน่ายค่าใบอนุญาตและต้นทุนโครงข่าย รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับทีวีดิจตอลเป็นไตรมาสแรก ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของผู้ประกอบการวิทยุและโทรทัศน์ในงวด 2Q57 มีแนวโน้มหดตัวทั้งจากระยะเดียวของปีก่อน และจากไตรมาสก่อนหน้า ทำให้มีโอกาสปรับลดประมาณการกำไรสุทธินี้สูง

กลุ่มธุรกิจโรงภาพยนต์ แม้ในงวดไตรมาส 2/2557 แม้มีภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่คาดจะทำรายได้สูงเกิน 100 ล้านบาท งวดไตรมาส 2/2557 ถึง 4-5 เรื่อง แมธุรกิจทีวี ต่ ประกาศเรื่อง ห้ามมิให้บุคคลใดทั่วราชอาณาจักรออกนอกเคหะสถานภายในเวลา 22.00 น.- 05.00 ตั้งแต่ 22 พ.ค.2557 เป็นต้นไป ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อรายได้จากธุรกิจโรงภาพยนตร์ในการฉายภาพยนตร์รอบค่ำ ขณะบรรยากาศทางเมือง ส่งผลให้ประชาชนบางส่วนเปลี่ยนมาติดตามสถานการณ์การเมือง แทนการชมภาพยนตร์ในโรงหนัง ด้วยผลกระทบดังกล่าวข้างต้น จึงคงน้ำหนักการลงทุนกลุ่ม “น้อยกว่าตลาด” และให้หลีกเลี่ยงการทุนในกลุ่มไปก่อน

กลุ่มธุรกิจค้าปลีก ในช่วงประกาศเคอร์ฟิว คาดว่าจะกระทบต่อธุรกิจบางประเภทที่ค้าขายตอนกลางคือ หรือ ธุรกิจค้าปลีกที่จำหน่ายตลอด 24 ชั่วโมงอย่างเช่น CPALL ทั้งนี้ในเบื้องต้น ฝ่ายวิจัย ASP ยอดขายในช่วงเวลากลางคืน น่าจะมี ยอดขายราว 12% – 15% ของยอดขายรวมแต่ละวัน หรือ อยู่ที่ราว 8 หมื่นบาท/สาขา/วัน หรือคิดเป็นยอดขายที่หายไปทั้งหมดจะราว 9.6 พันบาท – 1.2 หมื่นบาทต่อสาขาต่อวัน และเมื่อคิดรวมจากสาขาทั้งหมดราว 7,651 แห่ง

โดยคาดว่า CPALL จะมียอดขายที่หายทั้งหมดราว 73 – 91 ล้านบาท/วัน ซึ่งคิดเป็นเพียง 0.04% ของยอดขายทั้งปีที่ราว 2 แสนล้านบาท อาจจะไม่มีนัยสำคัญ แต่อย่างไรก็ตาม ขึ้นกับระยะเวลาของการประกาศใช้กฎเคอร์ฟิว เช่น ปี 2553 ประกาศใช้ราว 4 วัน หากระยะเวลาไม่นาน ก็อาจจะไม่ต้องปรับประมาณการลงแต่อย่างใด ระยะสั้น แนะนำซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 50 บาท

MThai News