หุ้นไทยปิดพุ่ง! 20 จุด หลังได้แรงหนุนจากกลุ่มแบงก์

Home / ตลาดหุ้น, เศรษฐกิจ-ธุรกิจ / หุ้นไทยปิดพุ่ง! 20 จุด หลังได้แรงหนุนจากกลุ่มแบงก์

ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1,255.30 จุด บวก 20.80 จุด หรือ +1.68% มูลค่าซื้อขาย 46,995.60 ล้านบาท

สำหรับ 5 อันดับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด ได้แก่

ADVANC ราคาปิดที่ 149.00 บาท ปรับบวก 4.50 บาท เปลี่ยนแปลง +3.11%

PTT ราคาปิดที่ 214.00 บาท ปรับบวก 3.00 บาท เปลี่ยนแปลง +1.42%

JAS ราคาปิดที่ 3.10 บาท ปรับบวก 0.06 บาท เปลี่ยนแปลง +1.97%

KBANK ราคาปิดที่ 154.50 บาท ปรับบวก 7.00 บาท เปลี่ยนแปลง +4.75%

BEM ราคาปิดที่ 5.85 บาท ปรับบวก 0.25 บาท เปลี่ยนแปลง +4.46%

นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า การลงทุนในช่วงตลาดผันผวนนี้ แนะนำนักลงทุนดูตัวเลขการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนไทย เพราะหากตัดในเรื่องของราคาน้ำมันออกไป จะเห็นได้ว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดยังเป็นบวก และเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในอาเซียน อย่าง ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ,มาเลเซีย ,อินโดนีเซีย มีผลการดำเนินงานติดลบ จึงอยากให้ผู้ลงทุนเชื่อมั่นว่าบริษัทจดทะเบียนไทยว่ามีการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจและมีความแข็งแกร่งพอสมควร เมื่อเทียบกับตลาด emerging อื่น

สำหรับการปรับตัวลงมาของตลาดหุ้นไทย แนะนักลงทุนมองการลงทุนในระยะยาวจะส่งผลดี โดยใช้หลักการเลือกสรรในหุ้นที่ชอบและมีการเติบโตในระยะยาว รวมถึงเลือกลงทุนในกลุ่มที่มีปันผลสูง

 

 


 

หุ้นไทยร่วงแรง! ตลท. สั่งรับมือ ชี้ มีโอกาสลงต่อ

ตลาดหลักทรัพย์ สั่งรับมือสถานการณ์หุ้นไทย หลังดัชนีร่วงต่อเนื่อง แนะลงทุนหุ้นพื้นฐานดี จ่ายปันผลสูง

ตลาดหุ้นไทยยังคงกังวลกับปัจจัยภายนอกประเทศ ทั้งกรณีความอ่อนแอของเศรษฐกิจและค่าเงินของจีน รวมถึงราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลง อีกทั้งยังมีเรื่องของตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ที่ออกมาแข็งแกร่ง ทำให้ตลาดวิตกว่าการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปลายเดือนนี้ อาจส่งสัญญาณเพิ่มความเข้มงวดในการปรับขึ้นดอกเบี้ย ล้วนเป็นปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้นทั่วโลกให้อ่อนแอลงในทิศทางเดียวกัน

143

บล.ทรีนีตี้ ระบุว่า ปัจจัยหลักมาจากความกังวลเศรษฐกิจจีน ภายหลังตัวเลขเศรษฐกิจออกมาย่ำแย่ ทำให้ตลาดหุ้นจีนผันผวนหนัก และราคาน้ำมันดิบก็ยังปรับตัวลงต่อเนื่องด้วย

นอกจากนี้ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯออกมาแข็งแกร่ง ทำให้นักลงทุนบางกลุ่มมองกันว่าการประชุมเฟดในช่วงปลายเดือนนี้อาจจะมีการส่งสัญญาณการเดินนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น พร้อมระบุว่าการจะหาจุดต่ำสุดของดัชนีรอบนี้ โดยใช้ Valuation ในอดีตมาวิเคราะห์ถือเป็นการยาก เพราะการปรับลงไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐาน

ดังนั้นจึงใช้วิธีดึงสถิติการปรับฐานครั้งสำคัญในอดีตมาวิเคราะห์แทน ซึ่งพบว่า การปรับฐานครั้งสำคัญนับจากปี 1999 เป็นต้นมา จะอยู่ที่ระดับ 23% โดยเฉลี่ย หรือเทียบกับดัชนีระดับ 1,100 จุดในรอบนี้

อย่างไรก็ตาม หากนับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมาจะพบว่า การปรับฐานในระดับมากสุดจะอยู่เพียง 20% เท่านั้น หรือเทียบเท่าดัชนีที่ 1,140 จุด จึงมองระดับดังกล่าวน่าจะเป็นแนวรับสำคัญในรอบนี้

ส่วนปัจจัยในประเทศ ต้องติดตามการประกาศผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนฯ ไตรมาส 4/2558 และสรุปผลประกอบการ ปี 2558 โดยคาดว่า กลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มผลิตและสำรวจ น่าจะออกมาไม่ดีนัก และเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่ที่จะกระทบต่อภาพรวมตลาดหุ้น

แนะนำหุ้น TCAP ยังเป็นตัวเลือกในกลุ่มแบงก์ที่ปลอดภัยที่สุดและเป็น Top pick ของกลุ่ม จึงแนะซื้อ ให้ราคาเป้าหมายที่ 43 บาท

ขณะที่ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระดมผู้เกี่ยวข้องประเมินสถานการณ์หุ้นไทย หลังเปิดศักราชใหม่ดัชนีร่วงต่อเนื่อง มองพื้นฐานยังดี ไม่จำเป็นต้องออกมาตรการดูแล ด้าน “สภาธุรกิจตลาดทุน” มองหุ้นไทยยังไม่พ้นจุดต่ำสุด ชี้มีโอกาสร่วงต่อ เหตุปัจจัยเสี่ยงยังสูง โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีน ขณะที่ ดัชนีความเชื่อมั่นหุ้นไทย 3 เดือนข้างหน้ารูด 17%

ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้ลงทุนในหุ้นพื้นฐานดี มีอัตราเงินปันผลจ่ายสูง หรือเป็นหุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ จากการท่องเที่ยว จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ หรือหุ้นที่มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัว ดังนั้น สัปดาห์นี้ คาดว่า ตลาดหุ้นจะยังผันผวนจากความกังวลเรื่องจีน และราคาน้ำมัน

สำหรับ Trading Idea ประจำสัปดาห์นี้ แนะนำซื้อ SVI ของบริษัท เอสวีไอ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ของ SVI ได้แก่ อุปกรณ์ด้านโทรคมนาคม กล้อง วิดีโอ เซ็นเซอร์รถยนต์ อุปกรณ์ใยแก้วนำแสงรวมไปถึงการแพทย์

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก  อินเด็กซ์ 51

ติดตามข่าวเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้ที่นี่ news.mthai.com/economy

MThai News