ซีไอเอ็มบี ไทย ชี้ ปี 62 เป็นปีทองของ เศรษฐกิจ

Home / การเงิน-การคลัง, เศรษฐกิจ-ธุรกิจ / ซีไอเอ็มบี ไทย ชี้ ปี 62 เป็นปีทองของ เศรษฐกิจ

ซีไอเอ็มบี ไทย คาด เศรษฐกิจไทยปี 61 โต 4% จากปีนี้ที่ 3.9% ชี้ เลือกตั้งมีผลต่อความมั่นใจนักลงทุน เผย ปี 62 เป็นปีทองของ เศรษฐกิจ

นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะเร่งตัวขึ้นจากปีนี้ จากภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนน่าจะฟื้นตัวต่อเนื่องหลังจากอ่อนแอมาหลายปี จากความเชื่อมั่นของนักลงทุน จากเสถียรภาพทางการเมือง โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยปี 61 จะเติบโต 4% จากปี 60 ที่คาดว่าจะโต 3.9%

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยปีหน้ามีปัจจัยที่มีผลต่อเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ ความมั่นใจทางการเมือง ความมั่นใจในการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลต่อความมั่นใจของนักลงทุนและผู้บริโภค หากไม่มีความมั่นใจ อาจจะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวได้

สำหรับมุมมองสถานการณ์เลือกตั้งที่มีผลต่อจีดีพีไทยปี 2561 แบ่งเป็น 3 สถานการณ์ คือ 1.หากแผนการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. ปี 61 ต้องเลื่อนออกไป อาจส่งผลให้นักลงทุนชะลอการลงทุน คนชะลอการบริโภค ประมาณการจีดีพีปี 61 จะอยู่ที่ 3.5-3.8% สถานการณ์ที่ 2 คือ มีการเลือกตั้ง ภายใต้บริบทที่มีการคาดการณ์กันว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้รับการสนับสนุนจากพรรคการเมืองให้สานต่อการบริหาร

เพื่อรักษาความต่อเนื่องของนโยบายประมาณการจีดีพีปี 61 จะอยู่ที่ 3.7-4.0% และสถานการณ์ที่ 3 มีการเลือกตั้ง ภายใต้บริบทที่ คสช.เปลี่ยนผ่านรูปแบบมาใช้อำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาในการกำกับดูแลการดำเนินงานของรัฐบาล ส่วนการเลือกตั้งเป็นไปอย่างเสรี คาดว่าจีดีพีจะเติบโตได้ถึง 3.9-4.5%

นอกจากนี้ นายอมรเทพ ยังเปิดเผยว่า ปีทองของเศรษฐกิจไทยคือปี 2562 เพราะหลังเกิดการเลือกตั้ง ประชาชนจะกลับมาใช้จ่าย ลงทุน และบริโภค รัฐบาลชุดถัดไปของคสช.นับว่าเป็นรัฐบาลที่โชคดี เพราะสิ่งที่คสช.ได้ทำและเดินหน้ามาแล้วนั้นเริ่มจะเห็นผล และจะขับเคลื่อนได้ในปีถัดไป

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังคงมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ควรได้รับการแก้ไขต่อไป เช่น การขาดแคลนแรงงานมีทักษะ, การเข้าสู่สังคมสูงอายุก่อนที่เป็นประเทศรายได้สูง และการมีกฎระเบียบและข้อจำกัดในการลงทุนอันบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของเอกชน เป็นต้น ดังนั้นการปฏิรูปทางเศรษฐกิจยังไม่จบแม้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้วก็ตาม

สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปี 61 น่าจะคงที่ 1.5% ตลอดทั้งปี เพื่อรักษาสมดุลการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ระดับต่ำ อีกทั้งเฟดมีความพร้อมในการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายถึง 3 ครั้ง กนง.จึงน่าจะคงดอกเบี้ยได้ตลอดทั้งปี ในเมื่อดอกเบี้ยสหรัฐสูงกว่าดอกเบี้ยไทย จึงเป็นแรงสนับสนุนให้ไทยเกิดเงินไหลออก ส่งผลให้ความน่าสนใจในการเข้ามาซื้อตราสารหนี้ของไทยลดลง ซึ่งเป็นทิศทางทำให้ค่าเงินบาทปี 61 อ่อนค่าที่ระดับ 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ