ราคาน้ำมันดิบ ลดราคาน้ำมัน สงครามการค้า เศรษฐกิจโลก โอเปก

ทำความเข้าใจสถานการณ์น้ำมันโลก เหตุใดราคาร่วงต่อเนื่อง?

Home / เศรษฐกิจ-ธุรกิจ / ทำความเข้าใจสถานการณ์น้ำมันโลก เหตุใดราคาร่วงต่อเนื่อง?

บ้านเราราคาน้ำมันลงต่อเนื่อง ขณะที่มีการลุกฮือประท้วงน้ำมันแพงที่ฝรั่งเศส และพร้อมๆ กันนั้นก็ยังมีข่าวว่าราคาน้ำมันกำลังเข้าสู่ภาวะขาลง จริงๆ แล้วเกิดอะไรขึ้นกับสถานการณ์น้ำมันโลกในตอนนี้บ้าง? การคาดการณ์ในอนาคตเป็นอย่างไร? และจะส่งผลกับประเทศไทยอย่างไรบ้าง?

สถานการณ์น้ำมันโดยรวมในโลกตอนนี้เป็นอย่างไร?

ภาพรวมคือ ราคาน้ำมันโลกลดลง เพราะอุปทานล้นตลาด ขณะที่อุปสงค์มีแนวโน้มลดลงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

โดยในปีนี้ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของประเทศนอกกลุ่มโอเปกปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก คือราว 2.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ขณะเดียวกันก็ยังมีความไม่แน่นอนว่ากลุ่มโอเปกจะปรับลดกำลังการผลิตลงมาเพื่อรักษาสมดุลตลาดหรือไม่ และเท่าไหร่ ซึ่งต้องจับตาผลการประชุมในวันที่ 6 ธันวาคมที่จะถึงนี้

ทั้งนี้ ถ้าโอเปกปรับลดกำลังการผลิตจริงๆ การที่ราคาน้ำมันดิบลงแรงขนาดนี้ ก็มีแนวโน้มที่ราคาจะดีดกลับขึ้นไปสูงเช่นกัน

อันที่จริงนี่เป็นภาพรวมของสถานการณ์น้ำมันโลก คือมีอุปทานเกินความต้องการ ตั้งแต่เมื่อสหรัฐอเมริกา ซึ่่งเป็นผู้บริโภคและผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ของโลก สามารถผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้จากเทคโนโลยีใหม่ในการขุดเจาะน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (Shale Oil) มาใช้ได้เป็นครั้งแรก พลิกจากผู้ซื้อมาเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออก ส่งผลให้เกิดอุปทานส่วนเกินอันเป็นสาเหุตหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกลดลงอย่างต่อเนื่องนับแต่แต่ช่วงปลายปี พ.ศ. 2557

โอเปกจึงพยายามแก้ปัญหาด้วยการปรับลดการผลิต และขยายเวลาการปรับลดออกไปเป็นระยะ เพื่อหวังดึงราคาขึ้นไป ซึ่งก็ได้ผลในระดับหนึ่ง แต่ความย้อนแย้งที่โอเปกแก้ไม่ตกก็คือ เมื่อดันราคาขึ้นสำเร็จ ก็กลับเป็นแรงจูงใจให้คู่แข่งผลิตน้ำมันออกมา ทำให้อุปทานยังคงล้นเกินอยู่ดี นอกจากนี้ยังทำให้โอเปกสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดด้วย

การคาดการณ์ในอนาคต

คาดการณ์ว่า ตลาดน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัว จากผลของอุปทานส่วนเกินและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และราคาน้ำมันจะค่อยๆ ปรับตัวสู่สมดุลใหม่ในอยู่ที่ราว 80 เหรียญต่อบาเรลภายในปี 2563

โดยปัจจัยที่ต้องจับตามองคือ สงครามการค้าสหรัฐกับประเทศคู่ค้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลก นโยบายการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปก นโยบายพลังงานสีเขียว และการเติบโตของนวัตกรรมและเทคโนโลยี

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การประท้วงราคาน้ำมันดีเซลแพงในประเทศฝรั่งเศสที่เพิ่งเกิดขึ้น อันเป็นมาตรการภาษีสิ่งแวดล้อม และรณรงค์ให้ใช้เชื้อเพลิงสะอาด ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ประเทศไทยเองตั้งเป้าส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ให้ได้ 1.2 ล้านคันภายในปี 2579 น่าสนใจว่าจะมีมาตรการอะไรที่เกี่ยวกับราคาน้ำมันหรือไม่

ราคาน้ำมันลงส่งผลต่อประเทศไทยอย่างไรบ้าง?

ตลาดหุ้น – หากราคาน้ำมันยังปรับตัวลงต่อเนื่อง น่าจะส่งผลกระทบต่อดัชนีสูง เพราะ SET มีสัดส่วน Market Cap ในหุ้นกลุ่มพลังงานสูงสุดถึง 22.2% ของหุ้นทั้งหมดและกลุ่มปิโตรเคมีอีก 4.5%

เศรษฐกิจ – ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันและเชื้อเพลิงสุทธิประมาณ 8% ของ GDP ทำให้เราสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายการนำเข้าน้ำมันดิบได้หลายแสนล้านบาท ราคาน้ำมันดิบโลกที่ลดลงยังส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง เพราะทำให้มีต้นทุนลดลง แต่ก็อาจจะถูกหักล้างจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันลงก็ส่งผลเสียหลายประการ เช่น

การส่งออก – ราคาน้ำมันที่ลดต่ำลงอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกไปยังประเทศในแถบตะวันออกกลาง เนื่องจากส่วนใหญ่มีรายได้หลักจากการส่งออกน้ำมันดิบ

ภาคการเกษตร – ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดลงส่งจะผลกระทบต่อราคาสินค้าอย่าง ยางพารา อ้อย ปาล์ม โดยราคายางสังเคราะห์ที่ผลิตจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมลดลงตามราคาน้ำมันดิบ ทำให้ราคายางพาราไม่น่าจะปรับเพิ่มขึ้นได้หากราคายางสังเคราะห์ที่เป็นสินค้าทดแทนได้ยังตกต่ำ เช่นเดียวกับความต้องการใช้พลังงานทดแทนอย่างไบโอดีเซล ที่ลดลงเนื่องจากราคาน้ำมันโลกลดลงมามาก ก็ส่งผลกระทบต่อราคาอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอล