คณะกรรมการนโยบายการเงิน ดอกเบี้ยนโยบาย ธนาคารแห่งประเทศไทย

ดอกเบี้ยนโยบายคืออะไร? ทำไมต้องปรับเพิ่ม-ลด?

Home / การเงิน-การคลัง, สกู๊ปข่าว / ดอกเบี้ยนโยบายคืออะไร? ทำไมต้องปรับเพิ่ม-ลด?

ตามที่เมื่อวานนี้ (19 ธันวาคม 2561) คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.50 เป็นร้อยละ 1.75 ต่อปี โดยให้มีผลทันทีนั้น เราจะมาทำความเข้าใจกันอีกครั้งว่า ดอกเบี้ยนโยบายที่ว่านี้คืออะไร และการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรวมทั้งเราทุกคนอย่างไรบ้าง

  • ดอกเบี้ยนโยบายคืออะไร?

ดอกเบี้ยนโยบาย (Policy Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารกลางแต่ละประเทศกำหนดขึ้นเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง โดยธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ “แบงก์ชาติ” ใช้ดอกเบี้ยนโยบายเป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักในการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

  • คณะกรรมการนโยบายการเงิน

ผู้รับผิดชอบด้านการกำหนดทิศทางของนโยบายการเงินและอัตราดอกเบี้ยนโยบายในไทยคือ คณะกรรการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการหลักของแบงก์ชาติ  กนง. จะมีกรรมการทั้งหมด 7 คน โดยมีผู้ว่าการแบงก์ชาติเป็นประธาน เนื่องจากเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับมติที่ กนง. กำหนด และเพื่อให้มีการเชื่อมโยงกับคณะกรรมการด้านนโยบายอื่นๆ ของแบงก์ชาติ นอกจากนั้น มีรองผู้ว่าการอีก 2 คน และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกอีก 4 คนเป็นกรรมการใน กนง. เพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจผู้ว่าการตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย 

  • อัตราดอกเบี้ยนโยบาย “ไม่เท่ากับ” อัตราดอกเบี้ยของธนาคาร 

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์จะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพราะธนาคารพาณิชย์มีต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ แต่โดยปกติแล้วเมื่อมีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโบยาย จะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดเปลี่ยนแปลงไปด้วย และส่งผ่านไปยังดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ หรือแม้แต่ผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตร ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับดอกเบี้ยนโยบาย

  • กลไกในการปรับลด-เพิ่มดอกเบี้ยนโยบาย

โดยหลักการแล้ว กนง. มักจะดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (ลดดอกเบี้ยนโยบาย) ในภาวะที่เศรษฐกิจตกต่ำ หรือในช่วงที่ระดับราคาสินค้าภายในประเทศลดต่ำลง เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ในทางกลับกัน กนง. จะใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัว (เพิ่มดอกเบี้ยนโยบาย) ในภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วเกินไปจนอาจขาดเสถียรภาพ หรือในช่วงที่ระดับราคาสินค้าภายในประเทศสูงเกินไป เพื่อชะลอความร้อนแรงของเศรษฐกิจ

  • นโยบายการเงินภายใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น

ปัจจุบัน ธนาคารแห่งประเทศไทย ดำเนินนโยบายการเงินภายใต้กรอบ เป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น (Flexible Inflation Targeting) มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2543 โดยให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคา ผ่านการกำหนดเป้าหมายเงินเฟ้อ หรือเรียกว่า เป้าหมายของนโยบายการเงิน ควบคู่ไปกับการดูแลการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน

การดำเนินนโยบายการเงินเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี นับตั้งแต่คณะกรรมการฯ ประกาศปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบาย โดยจะส่งผลกระทบผ่านระบบการเงินในช่องทางต่าง ๆ 5 ช่องทาง ได้แก่

  1. ช่องทางอัตราดอกเบี้ย (Interest rate channel)
  2. ช่องทางสินเชื่อ (Credit channel)
  3. ช่องทางราคาสินทรัพย์ (Asset price channel)
  4. ช่องทางอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange rate channel)
  5. ช่องทางการคาดการณ์ (Expectations channel)

โดยการส่งผ่านภายใต้ช่องทางเหล่านี้จะขยายวงกว้างไปสู่การเปลี่ยนแปลงของการใช้จ่ายและการลงทุนในระบบเศรษฐกิจและจะส่งผลกระทบต่อปริมาณการผลิตและอัตราเงินเฟ้อในที่สุด

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ อีไอซี คาดว่า กนง. น่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกอย่างน้อย 1 ครั้งในปีหน้า และอย่างเร็วที่สุด คือ ในรอบการประชุมเดือนมีนาคม เนื่องจาก กนง. น่าจะรอประเมินผลกระทบของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ด้วย

โดย กนง. ได้สื่อสารว่ายังมีความเสี่ยงด้านต่ำต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ได้รับผลจากราคาน้ำมันที่ต่ำลงมากในช่วงที่ผ่านมา จึงทำให้คณะกรรมการฯ น่าจะรอดูตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจที่จะออกในเดือนมีนาคม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะยังคงขยายตัวต่อไปได้ต่อเนื่อง และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2019 จะสามารถอยู่ในกรอบเป้าหมายได้

นอกจากนี้ คุณภาพสินเชื่อเพื่อการบริโภค และสินเชื่อ SME ที่แนวโน้มแย่ลงในช่วงที่ผ่านมา ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ กนง. ต้องรอประเมินหลังจากที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ดังนั้น วัฏจักรการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในรอบนี้จึงเป็นการปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป


ข้อมูลจาก: ธนาคารแห่งประเทศไทย,  ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์