อนาคตใหม่ เลือกตั้ง62

“ธนาธร” เยือนภาคตะวันออก ขอบคุณประชาชนที่สนับสนุน

Home / ข่าวเลือกตั้ง / “ธนาธร” เยือนภาคตะวันออก ขอบคุณประชาชนที่สนับสนุน

“ธนาธร” เยือนภาคตะวันออก ขอบคุณประชาชนที่สนับสนุน ย้ำเป้าหมาย “อนาคตใหม่” คือเปลี่ยนแปลง-พร้อมให้ดีที่สุดไม่ว่าต้องเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน

วันที่ 1 เมษายน 2562 แกนนำพรรคอนาคตใหม่ ออกสตาร์ทคาราวานพรรคอนาคตใหม่เดินสายขอบคุณประชาชนเป็นวันแรกหลังการเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคม 2561 โดยเริ่มต้นคาราวานในวันนี้ที่ภาคตะวันออกสามจังหวัด ประกอบไปด้วยจันทบุรี ตราด และระยอง ซึ่งผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ได้รับการเลือกตั้งในจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด

โดยในช่วงเช้าที่ผ่านมา นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค, นางสาวพรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค, นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ รองหัวหน้าพรรค, และนางสาววรรณวิภา ไม้สน ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ร่วมกับนางสาวญาณธิชา บัวเผื่อน ว่าที่ ส.ส.เขต 3 จ.จันทบุรี ลงพื้นที่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี พร้อมร่วมกันขึ้นรถแห่ขอบคุณประชาชนไปรอบตลาดวัดท่าม่วง ก่อนขึ้นกล่าวปราศรัยท่ามกลางพี่น้องประชาชนที่มารอต้อนรับเป็นจำนวนมาก

จากนั้น นายธนาธรและคณะได้เดินทางต่อไปยัง อ.เมือง จ.ตราด พร้อมกับว่าที่ ส.ส.เขต 1 จ.ตราด นายศักดินัย นุ่มหนู ขึ้นรถแห่ไปรอบตัวอำเภอ ท่ามกลางประชาชนสองข้างทางคอยโบกมือทักทายตลอดทางที่ผ่าน จากนั้น นายธนาธรได้ขึ้นปราศรัยเล็กๆที่ลานสนามหลวง อ.เมือง จ.ตราด

จากนั้น ได้เดินทางต่อไปยัง อ.พลิ้ว จ.จันทบุรี พร้อมกับ พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ว่าที่ ส.ส.เขต 1 จ.จันทบุรี, และนายจารึก ศรีอ่อน ว่าที่ ส.ส.เขต 2 จ.จันทบุรี ขึ้นรถแห่ขอบคุณพร้อมกล่าวปราศรัยกับประชาชน ที่หน้าตลาดแหลมสิงห์ ตลาดน้ำพุ ตลาดจตุจักร ตลาดท่าใหม่พูลสวัสดิ์ ตลาดห้วยสะท้อน และตลาดหนองคล้า โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

โดยเนื้อหาของการปราศรัยนั้น นายธนาธรระบุว่าวันนี้ผ่านมาแล้ว 1 สัปดาห์หลังจากการเลือกตั้ง สิ่งที่พรรคอนาคตใหม่ได้ทำตามสัญญาไปแล้วคือการพยายามหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจของ คสช. โดยร่วมมือกับพรรคการเมืองต่างๆในฝ่ายประชาธิปไตย แต่หนทางข้างหน้ายังเต็มไปด้วยอุปสรรค เพราะยังคงมี สว.250 คนที่อาจจะยกมือโหวตสวนเจตจำนงของประชาชน ให้ได้นายกรัฐมนตรีที่มาจากฝ่ายสืบทอดอำนาจ

ทั้งนี้ พรรคอนาคตใหม่ยืนยันว่าไม่ว่าจะต้องเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้าน พรรคอนาคตใหม่ก็พร้อมที่จะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ หากได้เป็นรัฐบาล ก็จะผลักดันทุกนโยบายที่สัญญาไว้กับประชาชน ไม่ใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว แต่หากต้องเป็นฝ่ายค้าน ก็จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างแข็งขัน สนับสนุนสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและคัดค้านสิ่งที่จะทำให้ประชาชนเสียประโยชน์

นอกจากนี้ นานธนาธรยังย้ำว่าตนและพรรคอนาคตใหม่ พร้อมที่จะขับเคลื่อนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศต่อไป การเลือกตั้งวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมาไม่ใช่เป้าหมาย แต่เป็นจุดเริ่มต้น ในวันนี้การได้ 87 ที่นั่งยังไม่เพียงพอสำหรับการเปลี่ยนแปลงประเทศ มีแต่เมื่อพรรคอนาคตใหม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเท่านั้น จึงจะสามารถนำประเทศนี้ไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ จึงขอแรงสนับสนุนจากประชาชนทุกคน ร่วมกันเดินทางต่อไปด้วยกันข้างหน้ากับพรรคอนาคคใหม่ เพื่อนำประเทศนี้ไปสู่การเปลี่ยนแปลงให้ได้

หลังจากนั้น นายธนาธรได้เดินทางต่อไปยัง อ.เมือง จ.ระยอง พร้อมกับอดีตผู้สมัคร ส.ส.จังหวัดระยอง ขึ้นรถแห่ไปรอบเมืองขอบคุณทุกการสนับสนุนที่ประชาชนให้กับพรรคอนาคตใหม่ โดยระบุว่าถึงแม้พรรคอนาคตจะไม่ได้ ส.ส.ในจังหวัดระยอง แต่ตนและพรรคอนาคตใหม่จะทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุดในสภาสมัยนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อผู้ที่เลือกพรรคอนาคตใหม่ แต่สำหรับประชาชนทุกคนในประเทศนี้ โดยขอให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ความมุ่งมั่นและอุดมการณ์ของพรรคอนาคตใหม่ต่อไป

เกร็ดความรู้จากนักวิชาการ : จำนวน ส.ส. มากกว่า กับ คะแนนโหวตมากกว่า ใครมีความชอบธรรมในการตั้งรัฐบาล?

ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตระบุว่าตามหลักสากล จำนวนเก้าอี้ ส.ส. มีความชอบธรรมมากกว่า มันควรจะเป็นอย่างนั้น เป็นธรรมชาติของระบบการเมืองที่เป็นสากล เพราะว่าในหลายประเทศที่มีประชาธิปไตยเข้มแข็งแล้ว อย่างสหรัฐอเมริกา การเลือกตั้งสมัย จอร์ช ดับเบิลยู บุช เฉือนชนะจำนวนเขตมากกว่า อัล กอร์ แค่รัฐเดียว แต่คะแนนป๊อปปูลาร์โหวต คะแนนมหาชน เลือกอัล กอร์มากกว่า คนก็ยอมรับกติกาว่า เอาจำนวนเก้าอี้ จำนวนของเขตที่ชนะ เหมือนกัน ฮิลลารี คลินตัน คราวที่แล้วที่แพ้โดนัลด์ ทรัมป์ เสียงป๊อปปูลาร์โหวตก็มากกว่าทรัมป์ แต่ทรัมป์ชนะจำนวนเขตจำนวนรัฐมากกว่า

นั่นคือระบบสากลนิยมที่เขายอมรับว่า จำนวนรัฐ จำนวนจังหวัดที่ชนะมา จำนวนเก้าอี้ ส.ส. ถือว่าเป็นตัวแทนประชาชน เพราะบางที บางจังหวัดกาให้ ส.ส. คนนั้น เข้ามา 2 แสนคะแนน ก็ 1 เก้าอี้ อีกจังหวัดหนึ่งกา 2 หมื่นคะแนน ก็เก้าอี้เดียว ก็คือ 1ต่อ 1 เท่ากัน คุณจะมาทักท้วงว่าตัวเลขมากกว่า มันฟังดูขัดธรรมชาติ เพราะแสดงว่าเท่ากับว่า 1 เสียง 1 สิทธิมันไม่เท่ากัน คนจังหวัดนี้จะมีความรู้สึกว่า มีเสียงน้อยกว่าจังหวัดที่มีประชากรมากกว่าอย่างนั้นหรือ มันไม่ใช่ นั่นก็ผิดหลักประชาธิปไตยอยู่แล้ว