พรรคอนาคตใหม่ ส.ส.

ธนาธร-ปิยบุตร รับใบรับรอง ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ จาก ‘กกต.’

Home / ข่าวเลือกตั้ง / ธนาธร-ปิยบุตร รับใบรับรอง ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ จาก ‘กกต.’

ธนาธร นำ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่เดินทางมาเข้ารับใบรับรอง ส.ส. ที่สำนักงาน กกต.

วันที่ 10 พฤษภาคม 2562 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ พร้อมด้วยนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคฯ และนางสาวพรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคฯ ในฐานะ ส.ส.บัญญีรายชื่อของ พรรคอนาคตใหม่ ได้เดินทางมาเข้ารับใบรับรอง ส.ส. ที่สำนักงาน กกต. แล้ว

ทั้งนี้นายปิยบุตร กล่าวว่า กรณีที่เดินทางเข้ามารับใบรับรองจาก กกต. นั้นเป็นเพียงวิธีการเอกสารตามกฎหมายเท่านั้น ส่วนความศักดิ์สิทธิ์ของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร เกิดขึ้นเมื่อประชาชนเลือกตั้งเข้ามา ไม่ใช่เกิดจากการที่ กกต. ให้การรับรอง ซึ่งนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ทำให้มีองค์กรอิสระ (กกต.) มาขั้นกลางในการแสดงเจตจำนงค์ในการเลือกระหว่างประชาชนกับตัวผู้แทน

พร้อมกันนี้นายธนาธรได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อถึงกรณีการจัดตั้งรัฐบาลว่าจะการร่วมรัฐบาลกับใคร โดยระบุว่า อยู่ในขั้นตอนการพูดคุย ยังไม่มีข้อสรุป ส่วนกรณีที่สังคมปักใจเชื่อว่า พรรคพลังประชารัฐ จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้นั้นตนไม่เห็นด้วย เพราะขณะนี้พลังประชารัฐ มีเพียง 121 เสียงเท่านั้น ขอให้รอดูอีกสักพัก ซึ่งอนาคตใหม่พยายามจะหยุดยั้งการสืบทอดอำนาจจาก คสช. อย่างที่เคยประกาศไว้เมื่อตอนตั้งพรรค

ส่วนเรื่องการเสนอชื่อนายธนาธรเป็นนายกรัฐมนตรี นายปิยบุตรกล่าวว่า เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา พรรคอนาคตใหม่ไม่ได้เป็นพรรคลำดับที่ 1 ดังนั้นต้องให้เกียรติพรรคลำดับที่ 1 โดยหลังจากนี้จะเดินหน้าพูดคุยกับทุกพรรคที่เคยประกาศว่าจะไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ คสช. เพื่อตัดสินใจร่วมกับโดยใช้สูตร ‘ปิดสวิต ส.ว.’ ร่วมมือกันนำทหารออกจากการเมืองไทย ส่ง คสช. กลับบ้าน

ส่วนเรื่องการพูดคุยกับพรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยนั้นนายธนาธร ไม่ปฏิเสธในกรณีที่อาจมีการเมืองขั้วที่ 3 ที่ไม่ใช่ฝ่ายพรรคเพื่อไทย กับพรรคพลังประชารัฐเกิดขึ้น และยังไม่ตอบคำถามสื่อ ถึงกรณีมีการพูดคุยกับพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์แล้วหรือไม่ แต่จะมีความชัดเจนก่อนเปิดประชุมสภาแน่นอน

อย่างไรก็ตามนายธนาธร กล่าวทิ้งท้ายถึงทิศทางอนาคตของประเทศไทยระบุว่า พรรคการเมืองที่สนับสนุน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างเปิดเผยมีเพียง 3 พรรคเท่านั้น ซึ่งมีเสียงในสภารวมกัน 121 เสียง ที่แม้รวมกับ ส.ว. แล้วก็ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งหรือ 250 เสียง จึงขอให้สัมคมร่วมกันเรียกร้อง และตรวจสอบพรรคการเมืองที่เคยแสดงจุดยืนเมื่อครั้งหาเสียง ว่าหลังจากนี้ ซึ่งเป็นก้าวแรกของการนำประชาธิปไตย และหลักการที่ถูกต้อง และนำความเท่าเทียมกลับสู่สังคมไทย