“วิกฤตปาล์ม” กับ การเมือง”..คนละเรื่องเดียวกัน!!!

Home / ข่าวทั่วไป / “วิกฤตปาล์ม” กับ การเมือง”..คนละเรื่องเดียวกัน!!!
ปาล์มนํ้ามัน
ปาล์มนํ้ามัน

แม้วิกฤตอาหารและพลังงาน จะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ของโลก แต่สำหรับเมืองไทยต้องยอมรับว่า ไม่บ่อยครั้งนักที่เราจะเห็นการพูดถึงปัญหาเศรษฐกิจปากท้องกันอย่างจริงจังผ่านหน้าสื่อ ซึ่งแลดูจะมีประโยชน์มากกว่าการเผยแพร่น้ำคำนักการเมืองที่พากันพ่นใส่กันไปมา ..

อย่างไรก็ดี สำหรับเมืองไทย ย่อมมีอะไรพิเศษๆ เกิดขึ้นเสมอ.. ในส่วนปัญหาน้ำมันปาล์มก็เช่นกัน!!

“ปาล์ม” จัดว่าเป็นพืชที่อยู่ทั้งกลุ่มอาหารและพลังงาน แน่นอนว่าในเวลานี้ ประเทศต่างๆ ทั่วโลกก็ประสบปัญหาขาดแคลนไม่ต่างกัน  ซึ่งเราอาจไม่สามารถเข้าใจปัญหาการขาดแคลนในประเทศต่างๆ ได้ดีเท่ากับพลเมืองของเขาเอง …

แต่กับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตปาล์มได้ราว 1 ใน 10 ส่วนของอัตราการผลิตปาล์มทั้งโลกเท่านั้น เหตุใดปัญหาขาดแคลน “น้ำมันปาล์ม” จึงดูจะเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้าเป็นพิเศษถึงเพียงนี้??

น่าจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ไม่ยาก..

โดยที่มาที่ไปนั้น เริ่มมาตั้งแต่ปลายปี 53 ต่อเนื่องถึงช่วงต้นปี 54 การส่งสัญญาณน้ำมันปาล์มราคาแพงมีมาอย่างต่อเนื่อง และถูกตอกย้ำด้วยนโยบายการปรับขึ้นราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดครั้งล่าสุด พรวดเดียว 9 บาท!!!

ข่าวการขึ้นราคาแบบพุ่งพรวดครั้งนั้น สร้างความตื่นตระหนกให้แม่บ้านพ่อบ้านทั้งหลายในระดับหนึ่ง ขณะเดียวกันก็สร้างกำไรให้กับกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตผลปาล์มได้หนึ่งคำรบเช่นกัน ต่อมากระแส “น้ำมันปาล์ม” ขาดแคลนยังไม่ยุติ กระทรวงพาณิชย์งัดกลยุทธ์จำกัดการซื้อต่อครัวเรือนมาใช้ ยิ่งสร้างกระแสให้คน “เชื่อว่า” ปาล์มขาดแคลนอย่างหนัก พากันออกมาเฮโลซื้อน้ำมันปาล์มแทบบ้าคลั่ง โดยลืมนึกไปว่าแต่ละครอบครัวใช้น้ำมันปาล์มกันเดือนละกี่ขวด??

เหตุที่ว่าเช่นนี้… ไม่ใช่จะปฏิเสธว่า “ปาล์ม” ไม่ได้ขาดแคลน เพียงแต่การขาดแคลนที่ว่านี้ ถึงขั้นเป็นการขาดแคลนเพราะผลผลิตขาดตลาดจริงหรือไม่??

เพราะหากย้อนไปที่ต้นทาง จะเห็นได้ถึงปัญหาจากฝั่ง “ผู้ผลิต” ไม่ว่าจะเป็นโรงงานสกัดปาล์มน้ำมัน หรือ โรงงานผลิตน้ำมันปาล์มบรรจุขวด ต่างก็สบช่องในการฉวยกำไรส่วนต่างจาก “สต๊อกเดิม” ที่ไม่เคยมีการนับจำนวนมาก่อน ซึ่งกำลังกลายเป็นผลประโยชน์ก้อนโต… ซึ่งหากพูดถึงมุมนี้ต้องไม่ลืมว่า เจ้าของโรงงานสกัดและผลิตน้ำมันปาล์มรายใหญ่ อยู่ในพื้นที่ใดและเป็นของใครกันบ้าง??

อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงแล้ว เชื่อว่ารัฐบาลรู้เต็มอกว่า ประเด็นปัญหามันอยู่ที่ขั้นตอนการขอปรับ “ราคา” เพื่อให้สอดคล้องกับกลไกตลาด โดยผู้ผลิตอ้างว่าราคาที่แท้จริงของ น้ำมันปาล์มขวด ไม่ใช่แค่ 47 บาท แต่ควรอยู่ที่ 56 บาทต่อขวด!! ซึ่งเมื่อพิจารณาให้สอดคล้องกับกระแสการขาดแคลนพืชพลังงานและวิกฤตอาหารโลก ก็ดูจะเห็นเป็นเรื่องสมควร ‘ถ้า’การขาดแคลนที่ว่าเกิดขึ้นแล้วจริง หาใช่การจับมือกันแล้วตะโกนเสียงดังโวยวาย เพื่อให้ ‘เรื่อง’มัน “เป็นเรื่อง” ขึ้นมา…

นอกจากปัจจัยที่เกี่ยวกับปริมาณการผลิตและกักตุนของบรรดาผู้ผลิตและผู้ค้ารายใหญ่ ยังมีผลพวงจากการรับซื้อปาล์มเพื่อกระบวนการผลิตไบโอดีเซลในราคาที่จูงใจกว่า ซึ่งทั้งหมดส่งผลให้ “ปาล์ม” ขาดตลาด.. แต่ท้ายที่สุดแล้วสาเหตุที่ทำให้ปัญหา “ปาล์มขาดแคลน” ดูจะหนักหนาเป็นพิเศษสำหรับเมืองไทย น่าจะเป็นเรื่องของการขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะรัฐบาลกับพรรคร่วมรัฐบาล

โดยจะสังเกตได้จากซัดทอดความผิดไปมาระหว่าง นายกรัฐมนตรี กับ “พรทิวา นาคาศัย” รมว.พาณิชย์ กรณีการขึ้นราคาปาล์มระลอกสองอีก 9 บาท และกรณีการปฏิเสธอัดฉีดงบประมาณ 1 พันล้านเพื่อแทรกแซงตลาดค้าน้ำมันปาล์ม ต่อด้วยชั้นเชิงการให้ข่าวขัดแย้งกันในที ระหว่าง รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ กับ “เจ๊วา” ว่าด้วยการนำเข้าน้ำมันปาล์มเพื่อแทรกแซงกลไกตลาดในประเทศ

ซึ่งแน่นอนว่าในประเด็นแรกนั้น สามารถเชื่อมโยงไปถึงข้อสงสัยเรื่องการทุจริตที่เกิดขึ้นอย่างคลุมเครือ ขณะที่ประเด็นหลังเป็นเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่อาจ “เพิ่มขึ้น” หรือ “ลดลง” ของบรรดาผู้ค้าปาล์มรายใหญ่ ซึ่งนั่นหมายความถึงจำนวนเงินมากโข

แต่ที่แน่นอนกว่านั้นคือ เกมการเมืองที่เกิดขึ้นระหว่าง “ประชาธิปัตย์” และ “ภูมิใจไทย” ทั้งหมดนี้ เพียงเพื่อนำไปสู่การดิสเครดิตและแย่งชิง “ฐานเสียง” สำหรับการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามาเต็มที!!!

โดยMthainews