หมอกควันปกคลุมเหนือ “เชียงราย-เชียงใหม่-ลำปาง” ทึบ

Home / ข่าวทั่วไป / หมอกควันปกคลุมเหนือ “เชียงราย-เชียงใหม่-ลำปาง” ทึบ

27-02-09-05


หมอกควันที่เหนือวิกฤต เชียงรายอากาศมีหมอก ควันสูงถึง 215 ไมโครกรัม สาเหตุหลักมาจากการเผาไร่ ผู้ว่าฯต้องออกประกาศให้เลิกเผาไร่นา ที่เชียงใหม่สั่งเปิดน้ำพุรอบคูเมือง พรมน้ำต้นไม้ อาจถึงขึ้นทำฝนเทียมเพื่อลดฝุ่นในตัวเมือง หลังพบจุดตรวจวัดเกินค่ามาตรฐาน 149 ไมโครกรัม พร้อมสั่งห้ามเผาซากพืชผลทางการเกษตร ที่ลำปางสูงถึง 268 ไมโครกรัม

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 26 ก.พ. กรมควบคุมมลพิษรายงานปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ดอยสุเทพ วัดค่าได้ 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ถือว่าปกติ ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ วัดได้ 149 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร นับว่าเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งกำหนดไว้ที่ 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนดัชนีคุณภาพอากาศเกิน 100 ถือว่าส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนกลุ่มเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ เด็กเล็กหรือผู้สูงอายุ

ส่วนที่ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยในตัวเมืองเชียงใหม่ วัดค่าฝุ่นละอองได้ 149 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร โดยสภาพบรรยากาศทั่วไปในตัวเมืองเชียงใหม่ขณะนี้ท้องฟ้าคล้ายกับมีหมอกจนไม่ สามารถมองเห็นดอย สุเทพได้ ประชาชนบางคนเริ่มเอาหน้ากากมาใส่ เพื่อป้องกันฝุ่นละอองกันบ้างแล้ว

นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ผวจ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า จุดวัดปริมาณมลภาวะอากาศมีอยู่ 3 จุดคือ ที่ศาลากลางจังหวัด บนพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ และร.ร. ยุพราชวิทยาลัย อย่างไรก็ตามในการรายงานจุดอื่นๆ เราก็ต้องดูด้วย คือจุดภาพจากดาวเทียม ซึ่งตอนนี้ปรากฏว่าฝุ่นหมอกควันมากที่สุดในขณะนี้คือที่ อ.จอมทอง กับ อ.ฮอด ถึงแม้สภาพโดยทั่วไปจะน้อยกว่าปีที่แล้วก็ตาม

แต่การรณรงค์และช่วยกันเราก็ไม่ได้วางใจ มีการเชิญผู้เกี่ยวข้องประชุมทั้งหมดไปแล้ว ต่อจากนี้ไปประมาณเดือนเศษเราก็จะดำเนินการอย่างเข้มข้น โดยการให้ความชุ่มชื้น ให้ความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง ซึ่งจะทำให้สภาวะอากาศนั้นดีขึ้น ประสานทำฝนหลวง และหน่วยงานเกษตรต่างๆ หน่วยงานขององค์กรปกครองท้องถิ่นในทุกอำเภอจะต้องดำเนินการอย่างเข้มข้นไม่ ให้มีการเผาซากพืชผลทางการเกษตรเพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควัน

ร.อ.หญิง เดือนเต็มดวง ณ เชียงใหม่ นายกเทศ มนตรีนครเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ทางเทศบาลนครเชียง ใหม่ระดมงานป้องกันบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานต่างๆ ทางเทศบาลนครเชียงใหม่ ประสานงานกับหลายๆ ฝ่ายเพื่อร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควัน อย่างเช่น การรณรงค์ไม่ให้มีการเผาหญ้าในที่โล่ง มีการเปิดน้ำพุรอบคูเมืองเพื่อลดควันพิษ

การพรมน้ำต้นไม้ในเขตเทศบาลเพื่อลดฝุ่นละออง โดยมีเจ้าหน้าที่ออกดำเนินการวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น โดยใช้รถดับเพลิงรถกระเช้าฉีดน้ำไปในอากาศเพื่อลดปริมาณหมอกควันฝุ่นละออง ดูแลอาคารที่กำลังก่อสร้างให้ใช้วัสดุคลุมตัวอาคารเพื่อลดปัญหาดังกล่าวนี้ ด้วย ตอนนี้ฝุ่นละอองหมอกควันในจังหวัดเชียงใหม่เริ่มสะสมไปเรื่อยๆ

ทั้งเกิดจากการเผาขยะในที่โล่ง ไฟป่า ตอนนี้รู้สึกจะเต็มแน่นในชั้นบรรยากาศ เวลานี้เราก็พยายามจะช่วยกันแก้ไข ก็อยากให้ประชาชนได้ออกมาช่วยกัน ง่ายๆ คือรดน้ำต้นไม้ให้เกิดความชุ่มชื้น เป็นต้น คือต้องการช่วยกัน ในส่วนของร.พ.เทศบาลนครเชียงใหม่ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่มีการเตรียมพร้อมรับมือสำหรับผู้ป่วยเกี่ยวกับโรค ทางเดินหายใจ ซึ่งเร็วๆ นี้มีการแจกหน้ากากให้กับประชาชนที่ใช้รถใช้ถนน เพื่อป้องกันโรคระบบทางเดินหายใจด้วย

ยังไม่ดับ- เจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการไฟป่านราธิวาส ร่วมกับชาวบ้านระดมดับไฟไหม้ป่าพรุภายในสวนปาล์ม 6 แปลง ที่บ้านฮูแตทูวอ ต.โคกเคียน อ.เมืองนราธิวาส ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา ทำให้สวนปาล์มถูกไฟไหม้ไปแล้ว 120 ไร่ มูลค่ากว่า 7 ล้านบาท เมื่อวันที่ 26 ก.พ.

อย่างไรก็ตามทาง ผู้ว่าฯ เชียงใหม่จะได้ประสานกับทางกองบิน 41 เพื่อขอช่วยจัดหาเครื่องเครื่องบินทั้งซี 130 และเครื่องบินเล็ก บรรทุกน้ำบินโปรยทั่วเมืองเชียงใหม่เพื่อลดปัญหาหมอกควันต่อไปหากปริมาณฝุ่น ละอองยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีก อย่างไรก็ตามปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เชียงใหม่ขณะนี้สูงถึงจุดวิกฤตแล้ว ผู้ว่าฯ เชียงใหม่สั่งเอกซเรย์พื้นที่ที่เกิดไฟป่าซ้ำซากบริเวณดอยอินทนนท์และดอยสุ เทพด้วย

ส่วนที่ จ.เชียงราย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไตรสิทธิ์ สินสมบูรณ์ทอง ผู้ว่าฯ เชียงราย เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาหมอกควัน ซึ่งได้รับรายงานจากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.เชียงราย ว่า

พื้นที่จังหวัดมีฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยมาได้กว่า 3 วันแล้ว คือตั้งแต่วันที่ 24-26 ก.พ.นี้ พบว่ามีฝุ่นอยู่ในอากาศเกิน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และล่าสุดวันที่ 26 ก.พ.พบว่าสูงถึง 215 ไมโครกรัม ซึ่งสภาพดังกล่าวทำให้ประชาชนที่อยู่ที่โล่งนานๆ เริ่มพบปัญหาแสบตา เจ็บคอ หายใจขัด

นายธงชัย ศิริพัฒนานุกูลชัย ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ค่าขนาดนี้ถือว่าส่งผลกระทบต่อสุขภาพ อาจก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจ การขึ้นลงของเครื่องบิน การคมนาคมทางบก ฯลฯ ทั้งนี้สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการเกิดไฟป่า การเผาไร่เพื่อการเกษตรในฤดูแล้ง การไม่มีฝนชะล้างอากาศ ไม่มีลมพัด เรียกได้ว่าปัญหาทุกอย่างมาพร้อมๆ กันหมด

ผู้ว่าฯ เชียงรายจึงมีคำสั่งด่วนให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการป้องกันไฟระดับอำเภอทั้ง 18 อำเภอของจังหวัด และให้แต่ละอำเภอไปตั้งกรรมการระดับตำบลและหมู่บ้าน โดยให้นายอำเภอเป็นแกนนำ ในการระดมทุกหน่วยงานองค์กรของพื้นที่ออกมาช่วยเหลือด้วยการเตรียมพร้อมทั้ง รถดับเพลิง น้ำ กำลังพล ฯลฯ

ภายใต้งบประมาณเดิมที่ใช้กันอยู่แล้ว เพื่อจะได้ออกระงับเหตุอย่างทันท่วงทีเมื่อเกิดไฟป่าหรือไฟไหม้พื้นที่ใดๆ พื้นที่หนึ่ง นอกจากนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ออกประกาศเรื่องลด ละ เลิก การเผาไฟไปยังกำนันและผู้ใหญ่บ้านทุกแห่ง เพราะให้มีการจัดการอบรมและให้ความรู้ประชาชนไม่ให้มีการเผาป่าหรือเผาไร่ เพื่อการเกษตรในช่วงนี้ด้วย

ด้านนายสุเทพ เดชศรีชัย ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จ.เชียงราย กล่าวว่า ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากไฟป่าที่เกิดขึ้นทั้งฝั่งไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นในวันที่ 27 ก.พ.นี้ทางจังหวัดจะนำเฮลิคอปเตอร์ออกตรวจสภาพอากาศทั่วจังหวัด เพื่อจะได้เห็นสภาพที่แท้จริง จากนั้นจะมีการนำข้อมูลทั้งหมดกลับมาหารือเพื่อดำเนินการป้องกันและแก้ไข ปัญหากันต่อไป

นายสมชัย รุ่งสาคร นายอำเภอแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเขาชายแดนไทย-พม่า จึงให้แต่ละหมู่บ้านเตรียมอาสาสมัครป้องกันไฟป่าหมู่บ้านละ 30-50 คน พร้อมอุปกรณ์และน้ำ แต่ช่วงที่ไม่เกิดไฟป่าก็ให้จัดเฉพาะเวรยามตลอด 24 ชั่วโมงเอาไว้ 3-5 คน เพื่อให้ช่วยกันสังเกตการณ์

นายน้อม ปิจมิตร สาธารณสุข อ.แม่สาย กล่าวว่า ได้สั่งการไปยังสถานีอนามัยในสังกัดทั่ว อ.แม่สาย ให้เตรียมหน้ากากอนามัยเอาไว้ด้วย อย่างน้อยแห่งละประมาณ 500 ชิ้น เพื่อแจกจ่ายกับประชาชนที่เดือดร้อนและขอความช่วยเหลือ

นายไศล ยนต์ ศรีสมุร นายกเทศมนตรีตำบลแม่สาย กล่าวว่า เทศบาลได้เตรียมหน้ากากอนามัยไว้ 1,200 ผืน และประสานไปยังชุมชนต่างๆ จัดทำเป็นข้อกติการ่วมกันว่าหากประชาชนรายใดต้องการจะเผาหรือทำลายขยะ วัชพืช ฯลฯ ก็ขอให้แจ้งไปยังเทศบาลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ไปรับเอาขยะหรือวัชพืชนั้นไป ทำลายให้โดยไม่ต้องเผาเอง

ส่วนที่ จ.ลำปาง กรมควบคุมมลพิษรายงานสภาพอากาศปริมาณฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอนของ จ.ลำปาง พบว่าปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กมีค่าเกินมาตรฐานอยู่ที่ 268.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมอย่างต่อเนื่อง จะสังเกตได้จากสภาพบรรยากาศทั่วไปของลำปาง

โดยเฉพาะบนถนนสายต่างๆ ยังคงมีหมอกควันสีขาวปกคลุมทั่วบริเวณ รวมถึงบริเวณรอบนอก เทือกเขาก็จะมองไม่เห็น อีกทั้งจะเห็นได้ว่าในเขตเมืองลำปางมีหมอกควันปกคลุมจำนวนมาก เมื่อมองจากมุมสูง และท้องฟ้าหลัว เหมือนตอนใกล้พระอาทิตย์ตกดิน ซึ่งสภาพอากาศดังกล่าวเริ่มส่งผลกระทบต่อประชาชนใน จ.ลำปาง เนื่องจากมีอาการแสบตา แสบโพรงจมูกกันมากขึ้น

จากการสอบถามประชาชน พ่อค้า แม่ค้า ย่านตลาดสนามบิน ต.พระบาท อ.เมืองลำปาง ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ปัญหาหมอกควันทำให้มีอาการแสบตา แสบโพรงจมูก มีน้ำมูกไหล แต่คนส่วนใหญ่คิดว่าไม่เป็นอะไรมากจึงไม่ได้ไปหาหมอ

ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ยังไม่ทราบสาเหตุว่าหมอกควันต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากอะไร จู่ๆ ก็เพิ่มขึ้นแบบกะทันหัน ทั้งๆ ที่เมื่อ 2-3 วันก่อนสภาพอาการยังปกติอยู่ และไม่เห็นว่าจะมีหน่วยงานของจังหวัดหรือใครที่จะเข้ามาแก้ปัญหาในเรื่องนี้

ส่วน ที่ป่าพรุที่ จ.นราธิวาส นายเกษม สุวรรณฎาพงศ์ เจ้าพนักงานป่าไม้ ระดับชำนาญงาน หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการไฟป่านราธิวาส ระดมกำลังเจ้าหน้าที่และนำปั๊มน้ำ 6 เครื่อง ร่วมกับชาวบ้านดับไฟไหม้ป่าพรุภายในสวนปาล์ม 6 แปลง ที่บ้านฮูแตทูวอ หมู่ 4 ต.โคกเคียน อ.เมืองนราธิวาส ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 2 วันที่ผ่านมา ทำให้สวนปาล์มของชาวบ้านถูกเพลิงไหม้ได้รับความเสียหายไปแล้ว 120 ไร่

ล่าสุดเพลิงที่ลุกไหม้อยู่บนผิวดินได้มอดลงไปประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 20 เปอร์เซ็นต์ ยังมีไฟคุกรุ่นอยู่เป็นจุดอย่างต่อเนื่อง จากลมที่พัดกระโชกแรงแถมอากาศยังแห้งแล้งและอบอ้าว อย่างไรก็ตามยังมีเจ้าของสวนปาล์มและเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าที่เฝ้าระวังเป็น จุดๆ ได้ช่วยกันฉีดน้ำดับไฟอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้จากผลพวงของไฟ ไหม้ในครั้งนี้ยังส่งผลให้สัตว์ป่าหลายชนิด เช่น งู เต่า ตะพาบน้ำ นกและสัตว์เลื้อยคลาน ต้องล้มตายลง เนื่องจากถูกไฟครอกและสำลักควัน สัตว์ส่วนใหญ่ที่ใช้พื้นที่ดังกล่าวในการหากินและทำรังได้อพยพไปอาศัยอยู่ นอกพื้นที่แล้วเป็นจำนวนมาก ซึ่งขณะเดินสังเกตการณ์ในบริเวณป่าพรุไม่พบสัตว์ขนาดเล็ก หรือแม้แต่นกเลยแม้แต่ตัวเดียว ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้พากันร้องและบินเต็มไปหมด

ส่วนสถานการณ์ไฟไหม้ป่าพรุ ในครั้งนี้ แม้บริเวณผิวดินเจ้าหน้าที่จะควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีแนวโน้มว่าไฟที่ไหม้กรุ่นอยู่ใต้ผิวดิน ซึ่งมีความลึกประมาณ 1.50 เมตร สามารถคุกรุ่นขึ้นได้ตลอดเวลาหากมีลมพัดกระโชกแรง

และเจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ในช่วงเวลา 1 สัปดาห์ สถานการณ์ไฟไหม้ก็จะขยายเป็นวงกว้าง เช่นเดียวกันกับไฟไหม้ป่าพรุโต๊ะแดง อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เมื่อปีพ.ศ.2541 ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาในการดับไฟนานถึง 3 เดือน

นายเกษมเปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ควบคุมไฟป่าได้แล้วส่วนหนึ่ง โดยได้รับความช่วยเหลือจากโครงการชลประทานจังหวัดนราธิวาส ที่นำเครื่องสูบน้ำเจาะลงไปใต้ดิน เพื่อควบคุมไฟที่ลุกลามอยู่ใต้ผิวดิน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการดับไฟประมาณ 3-4 วันถึงจะควบคุมได้ทั้งหมด

ด้าน นายประดิษฐ ปิ่นกระจาย ผอ.โครงการชลประทานจังหวัดนราธิวาส เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการประเมินความเสียหายในเบื้องต้นที่เกิดกับต้นปาล์มของเกษตรกรทั้ง 120 ไร่ ประมาณ 7

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก ข่าวสด