เคราะห์ซ้ำผัดกะเพราเนื้อคน ถูกเทศบาลไล่ที่!!

Home / ข่าวทั่วไป / เคราะห์ซ้ำผัดกะเพราเนื้อคน ถูกเทศบาลไล่ที่!!

เคราะห์ซ้ำ 2 ผัวเมียเก็บขยะ ถูกเทศบาลไล่ที่หลังเก็บศพทารกจะมาผัดกระเพรา ทางเทศบาลระบุเข้ามาดูแลเด็กให้ได้เรียนหนังสือ

จากกรณีที่นางชนี? กระจ่างจิตร อายุ 32 ปี บ้านเดิมอยู่เลขที่ 36/1 ม.5 ต.ตะโก อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์? อายุชีพเก็บของเก่า ได้เก็บซากทารกที่ถูกสับเป็นชิ้นแล้วนำใส่ถุงพลาสติกไปทิ้ง ในถังขยะ มาเตรียมจะทำเป็นอาหาร?ผัดกระเพรา? เพื่อคิดว่าเป็นเนื้อไก่

จนทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามตัว นส.นาฎนภา แพนไทสง อายุ 20 ปี ผู้เป็นแม่เด็กที่เพิ่งทำแท้ง เด็กทารกคนดังกล่าว มาดำเนินคดีได้ เหตุเกิดบริเวณเพิงพักใต้สะพานกลับรถ ถนนพหลโยธิน ม.2 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานีตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้า วันนี้ (26 มี.ค.52) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวนางชนี กระจ่างจิตร ที่บริเวณเพิงพักใต้สะพานกลับรถ? ม.2 ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เมื่อผู้สื่อข่างเดินทางไปถึงจุดดังกล่าว พบว่ามีกลุ่มเจ้าหน้าที่ของทางเทศบาลเมืองรังสิตหลายนาย ได้เดินทางมาตรวจสอบยังเพิงพักดังกล่าวด้วย

โดยมีการนำเอาเอกสารการขับไล่ที่ ให้ครอบครัวของนางชนี ย้ายออกไปจากจุดดังกล่าว โดยทางเจ้าหน้าที่ของเทศบาลเมืองรังสิต อ้างว่า เพื่อความสะอาดเรียบร้อย และได้รับการร้องเรียนจากเจ้าของที่ดินดังกล่าวให้ขับไล่ด้วย โดยให้เวลาขนย้ายออกไปภายใน 3 วัน

ด้านนายพิเชษฐ์ ไหวติง เจ้าหน้าที่กองสวัสดิการสังคม เทศบาลเมืองรังสิต เปิดเผยว่า ทางกองสวัสดิการสังคมเทศบาลเมืองรังสิต ได้เข้ามาตรวจสอบ เพื่อหาทางช่วยเหลือครอบครัวนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษาของเด็กๆ ซึ่งเป็นบุตรของพวกเขาที่มีอยู่ทั้งหมดถึง 4 คน ซึ่งทราบว่าทุกคนนั้นไม่ได้เข้ารับการศึกษาเลยแต่อย่างใด

ทั้งนี้ จากการพูดคุยกับทางนางชนี และสามี ทราบว่าทั้งคู่นั้นไม่ยินยอมจะให้บุตรทั้งหมดไปอยู่ในความดูแลของมูลนิธิใดๆ หรือแม้แต่ประชาชนสงเคราะห์ ก็จะไม่ยอมให้ไป แต่ทางเราคงต้องหาแนวทางที่ดี ซึ่งคงต้องได้มีการพูดคุยกันอีกเพื่อให้เด็กๆเหล่านี้มีความเป็นอยู่ที่ดี ขึ้นและได้เข้ารับการศึกษาตามวัยของพวกเขาด้วย

ด้านนางชนี กล่าวว่า หลังเกิดเหตุตนเองไปเก็บถุงเนื้อทารกมาเพื่อจะทำกับข้าวให้ลูกๆกินกันนั้น หลังจากเป็นข่าวออกมา ก็มีเจ้าหน้าที่ของเทศบาลมาขับไล่ตนเองและครอบครัวให้ออกไปจากพื้นที่ภายใน เวลา 3 วัน ซึ่งตนเองนั้น ก็ยังไม่รู้ว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหน

ซึ่งก็คงต้องพักอยู่ที่นี่ไปก่อน ส่วนที่ว่าทางเจ้าหน้าที่ของเทศบาลจะมานำตัวลูกไปเรียนหนังสือนั้น ตนเองก็คิดว่า ถ้าลูกได้เรียนหนังสือ ก็คงจะดี แต่ยังไม่รู้ว่าจะมีเงินทองให้ลูกหรือป่าว และที่จำเป็นจริงๆตอนนี้คือ ยังไม่รู้จะย้ายไปอยู่ตรงไหน เพราะทางเทศบาลมาไล่แล้ว

ส่วนที่ว่า ตนเองและสามีรู้สึกหวาดกลัวกับศพทารกที่ถูกสับจนเละหรือไม่นั้น ครั้งแรกก็อาจจะคิด และรู้สึกบ้าง แต่ครอบครัวอยู่กันเยอะ จึงไม่รู้สึกกลัว โดยเฉพาะเรื่องกลัวผี ตนเองไม่กลัว และก็นอนหลับกันสบายดี ไม่คิดอะไร

เพราะเราไม่ได้ไปทำร้ายเขา เราเพียงแต่เก็บเขามา โดยไม่รู่ว่าเป็นเนื้อทารก ถ้ารู้คงไม่เก็บมา และยังดีที่ตนเองยังไม่ได้ทำเป็นอาหาร ไม่อย่างนั้น ครอบครัวของตนคงกินเนื้อทารกกัน โดยที่ไม่รู้อย่างแน่นอน

ด้าน น.ส.วิไลลักษณ์ หงส์ทอง นักสังคมสงเคราะห์มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง พร้อมคณะซึ่งได้เดินทางมาตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวนี้ด้วยเช่นกัน เปิดเผยว่า ทางเราคงไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องจัดหาสถานที่ให้อยู่อาศัยแต่อย่างใด

วันนี้มาเพื่อสอบถามถึงสภาพความเป็นอยู่ และนำสิ่งของอุปโภคบริโภคมามอบให้ เพื่อเป็นการบรรเทาทุกข์ในเบื้องต้นไปก่อน ส่วนเรื่องอื่นๆ คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องอื่นๆดำเนินการต่อไป

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก คมชัดลึก