จาตุรนต์ เชื่อ สนช. ถอดถอนยิ่งลักษณ์ หวังกำจัดตระกูลชินวัตร

Home / ข่าวทั่วไป / จาตุรนต์ เชื่อ สนช. ถอดถอนยิ่งลักษณ์ หวังกำจัดตระกูลชินวัตร

จาตุรนต์ เชื่อ สนช. ถอดถอนยิ่งลักษณ์ เป็นแผนกำจัดตระกูลชินวัตร มั่นใจหลังเลือกตั้งเพื่อไทยกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัววานนี้ (25ม.ค.58) แสดงความเห็นกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีปล่อยปละให้มีการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ว่าเป็นมาตราการของผู้มีอำนาจหวังจัดการตระกูลชินวัตร ให้พ้นจากวงการการเมืองไทย โดยระบุว่า

จาตุรนต์ ฉายแสง, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, ชินวัตร, ถอดถอนยิ่งลักษณ์, สนช, ข่าววันนี้
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ที่มากกว่าการถอดถอนอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์

ทั้งก่อนและหลังการถอดถอนอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ มีเสียงเรียกร้องจากแม่ทัพนายกองให้ยอมรับการถอดถอน แต่การถอดถอนนี้ขัดหลักการประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมอย่างสิ้นเชิงมาตั้งแต่ต้น ใครที่รักความถูกต้องเป็นธรรมคงไม่อาจยอมรับได้ วัตถุประสงค์สำคัญที่ชัดเจนของการถอดถอนครั้งนี้คือการกำจัดตระกูลชินวัตรให้พ้นไปจากการเมืองและทำลายศักยภาพของพรรคเพื่อไทย

ซึ่งก็มีคนมองอีกมุมหนึ่งว่า กลับทำให้ฝ่ายที่ถูกทำลายล้างได้รับความเห็นใจและพรรคเพื่อไทยจะยิ่งชนะการเลือกตั้ง แต่การเมืองไทยจากนี้ไปไม่ใช่เรื่องที่จะสรุปอะไรง่ายๆ อย่างนั้นเสียแล้ว การถอดถอนครั้งนี้เป็นผลจากการรัฐประหารและเป็นไปตามความมุ่งหมายของผู้ทำรัฐประหารและผู้ที่สนับสนุนให้เกิดการรัฐประหาร ไม่มีการรัฐประหารก็ไม่มีการถอดถอนแบบนี้

การถอดถอนครั้งนี้แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าตามที่คสช.ได้ให้เหตุผลว่า จำเป็นจะต้องเข้ายึดอำนาจเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม และต่อมามักพูดถึงการปรองดองอยู่บ่อยๆนั้น เป็นเพียงข้ออ้างเอาเข้าจริงมิใช่เช่นนั้นเลย ที่สำคัญกระบวนการต่อเนื่องของการรัฐประหารยังไม่จบแค่นี้ การถอดถอนอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการสร้างระบบการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ที่จะต้องมีหลักประกันว่า

เมื่อยอมให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นแล้ว อำนาจในการบริหารปกครองประเทศยังต้องอยู่ในมือของคนส่วนน้อยที่ไม่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น ไม่ใช่ประชาชน หากติดตามการนำเสนอแนวความคิดของชนชั้นนำและผู้มีอำนาจทั้งหลายตั้งแต่ก่อนการรัฐประหารมาจนถึงช่วงนี้พอจะถอดรหัสได้ไม่ยากว่าการสร้างระบบการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยดังกล่าวนี้เกิดขึ้นโดย

1.กำจัดตระกูลชินวัตรออกจากการเมืองและลดศักยภาพของพรรคเพื่อไทย
2.ลดอำนาจและบทบาทของพรรคการเมืองและนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหลาย
3.กำหนดให้คนนอกเป็นนายกฯได้
4.วุฒิสภาและองค์กรอิสระหรือองค์กรตรวจสอบที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง สามารถกำหนดที่มาและการดำรงอยู่ของรัฐบาลได้ฅ
5.นโยบายในการบริหารประเทศทั้งระยะสั้นและระยะยาวถูกกำหนดไว้หมดแล้วในรัฐธรรมนูญและแนวทางการปฏิรูปและวิสัยทัศน์ของประเทศ
6.มีกลไกที่คอยกำกับให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งต้องทำตามสิ่งที่กำหนดไว้และป้องกันไม่ให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้
7.เพิ่มอำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการตีความรัฐธรรมนูญมาตรา7 เพื่อให้ผู้มีอำนาจสามารถเปลี่ยนรัฐบาลและแก้ไขกติกาได้ โดยไม่ต้องทำรัฐประหารให้เหนื่อยแรง

นี่คือโรดแม็ปของการสร้างระบบการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยที่จะเกิดขึ้นและต้องการให้ดำรงอยู่ไปอีกนาน การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจะไม่มีความหมายอย่างการเลือกตั้งในอารยประเทศ ฉะนั้น ความคิดหรือความเชื่อที่ว่า ปล่อยให้พวกเขาทำไปเถอะ เลือกตั้งเมื่อไหร่ก็ดีเองนั้น ใช้ไม่ได้แน่แล้ว

แต่การสร้างระบบการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนี้ ขัดแย้งและสวนทางกับพัฒนาการทางการเมืองของประเทศไทย และแตกต่างจากความคาดหวังของประชาชนที่มีประสบการณ์จากพัฒนาการทางการเมืองใน 10-20 กว่าปีมานี้อย่างมาก หากดำเนินต่อไป ย่อมมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีเกิดเป็นความขัดแย้งและความเสียหายอย่างมากสำหรับสังคมไทย

ผู้รักประชาธิปไตยและผู้ที่ต้องการให้บ้านเมืองพัฒนาไปโดยไม่ติดหล่มแห่งความขัดแย้งจึงจำเป็นต้องช่วยกันระงับยับยั้งกระบวนการสร้างระบบการปกครองที่ล้าหลังและเป็นอันตรายอย่างยิ่งนี้ การถอดถอนนายกฯยิ่งลักษณ์ไม่เพียงแต่เป็นความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นแก่บุคคลหรือครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งเท่านั้นแต่เป็นส่วนหนึ่งของความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับประชาชนอีกเป็นจำนวนมาก

เป็นส่วนหนึ่งของการทำลายประชาธิปไตย การปล้นอำนาจไปจากประชาชนแล้วไม่ยอมคืน และการสร้างระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตยที่ต้องการให้คงอยู่อย่างถาวร ต้องช่วยกันแปรความไม่พอใจ ความอัดอั้นตันใจที่เกิดจากการถอดถอนนายกฯยิ่งลักษณ์เป็นความเข้าใจต่อความเลวร้ายและหายนะที่กำลังเกิดขึ้นกับบ้านเมืองของเราและช่วยกันหาทางป้องกันแก้ไขเท่าที่จะทำได้

ผมไม่ได้กำลังเสนอให้ใครไปชุมนุมหรือเดินขบวนที่ไหนแต่เสียงของประชาชนก็ยังมีความหมายเสมอและหากประชาชนเห็นปัญหาร่วมกันมากขึ้นๆ เสียงของประชาชนก็ย่อมมีพลังพอที่จะช่วยกันหยุดยั้งหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ได้ เห็นผู้ที่กำลังร่างรัฐธรรมนูญและปฏิรูปประเทศเขาบอกว่ายินดีรับฟังความเห็นประชาชนไม่ใช่หรือ

 

MThai news