ศาลฎีกา สั่งให้ ‘เอไอเอส’ ชดใช้ กสท. 7 ล้านบาท

Home / ข่าวทั่วไป / ศาลฎีกา สั่งให้ ‘เอไอเอส’ ชดใช้ กสท. 7 ล้านบาท

ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ชดใช้เงินให้กับ กสท. ปมลักลอบโรมมิ่ง

วันนี้ 15 มี.ค. ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอสเป็นจำเลย กรณีผิดสัญญาตัวแทน เรียกค่าเสียหาย 7,067,921.58 บาท

20090213003459_1

คำฟ้องระบุว่า โจทก์ได้รับสิทธิให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ โดยอนุญาตให้จำเลยซึ่งได้รับสัมปทานจากบริษัท ทีโอที จำกัดมหาชน เชื่อมต่อโครงข่าย โทรศัพท์ของจำเลย ผ่านโครงข่ายของบริษัท ทีโอทีฯ ไปยังชุมสายบริษัทของโจทก์เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ จำเลยจะแจ้งที่อยู่ของผู้ใช้บริการดังกล่าวให้โจทก์ส่งใบแจ้งหนี้ เรียกเก็บค่าบริการจากผู้ใช้บริการโดยตรง

โดยโจทก์แบ่งรายได้ให้จำเลยผ่านบริษัททีโอทีฯเป็นค่าตอบแทน จำเลยจึงเป็นตัวแทนโดยปริยาย แบบมีบำเหน็จของโจทก์ในการทำสัญญา เช่าให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เฉพาะบริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศ แต่จำเลยในฐานะตัวแทนประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้มีผู้ใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนปลอม สำเนาทะเบียนบ้านปลอม หรือนำเอกสารของคนอื่นมาแอบอ้าง และปลอมรายมือชื่อบุคคลอื่น

เพื่อเปิดใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนรวม 165 ราย 185 เลขหมาย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายไม่สามารถเรียกเก็บค่าบริการได้ ขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย 7,067,921.58 พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การปฎิเสธว่าไม่ได้เป็นตัวแทนโจทก์และไม่เคยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากโจทก์ จำเลยไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อ และไม่รู้เห็นกับการที่มีผู้ใช้เอกสารปลอม และปลอมรายมือชื่อในสัญญาเช่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ต่อมาโจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยได้รับส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศจากโจทก์แม้ผ่านบริษัททีโอทีก็ตาม จำเลยจึงเป็นตัวแทนโดยปริยายแบบมีบำเหน็จของโจทก์ การที่มีผู้นำเอกสารปลอมมาแอบอ้าง ขอเช่าใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่กับจำเลยและใช้โทรศัพท์ไปยังต่างประเทศ เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้

ซึ่งหากพนักงานของจำเลยใช้ความรอบคอบตรวจสอบความถูกต้องแท้จริงของเอกสาร ว่าบุคคลที่ยื่นขอใช้บริการเป็นบุคคลเดียวกับบุคคลที่ปรากฏหลักฐานในเอกสารหรือไม่ ก็ย่อมทราบได้ว่าเป็นบุคคลคนละคนกัน ถือว่าความเสียหายเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยเอง ซึ่งเป็นตัวแทนตามประมวลกฎหมาย แพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 812 จำเลยจึงต้องรับผิดตามฟ้องโจทก์ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงิน 7,067,921.58 พร้อมดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 เมษายน 2547 จนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

ที่มา… มติชน

ติดตามข่าวที่น่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ news.mthai.com

MThai News