วิสุทธิ์พิลึกไปอีกขั้น สั่งต่อ เก้าอี้ไฟฟ้า ให้ผู้ต้องหายาบ้า

Home / ข่าวทั่วไป / วิสุทธิ์พิลึกไปอีกขั้น สั่งต่อ เก้าอี้ไฟฟ้า ให้ผู้ต้องหายาบ้า

wisudjabya

ผบก. อ่างทองไปกันใหญ่ แค่ป้าย”อมนุษย์-เดนมนุษย์” ยังสะใจไม่พอ ควักเงินส่วนตัว ว่าจ้างโรงงานทำเก้าอี้ไฟฟ้า-ลานประหารจำลอง จะเอามาใช้แถลงข่าวกับผู้ต้องหายาบ้า มั่นใจตัวเองเต็มที่ท้าถ้าจะถูกไล่ออกเพราะปราบยาเสพติดก็พร้อม อ้างคนอ่างทองหนุนให้ใช้มาตรการรุนแรงกับผู้ค้ายาเสพติดต่อไป บอกเรียกอมนุษย์ยังน้อยไป ต้องเรียกว่าเดรัจฉานด้วยซ้ำ ทางด้านกก.สิทธิฯเรียกร้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือกระทรวงยุติธรรม เข้ามาคุ้มครองผู้ต้องหาด้วย ชี้เก้าอี้ไฟฟ้าจำลองยังไม่ละเมิดสิทธิฯเท่ากับป้าย “อมนุษย์-เดนมนุษย์”

จากกรณีของพล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร ผบก.อ่างทอง แถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหาค้ายาบ้า แล้วติดป้ายหน้าผู้ต้องหาว่า”อมนุษย์”กับ”เดนมนุษย์” ซึ่งได้รับการท้วงติงจากกรรมการสิทธิมนุษยชน โดยล่าสุดนางสุนี ไชยรส กรรมการสิทธิมนุษยชน ให้สัมภาษณ์ทางทีวีชนกับพล.ต.ต.วิสุทธิ์ เตือนว่าตำรวจจะใช้อำนาจทำด้วยความสะใจไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้ให้อำนาจ แต่พล.ต.ต.วิสุทธิ์ตอบโต้อย่างแข็ง กร้าวว่ากรรมการสิทธิมนุษยชนหน่อมแน้ม ตามที่ปรากฏเป็นข่าวไปแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร ผบก.อ่างทอง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาจำหน่ายยาบ้า โดยให้ผู้ต้องหาคาบถุงบรรจุยาบ้า และล่าสุดเขียนป้าย “เดนมนุษย์” กับ”อมนุษย์” วางประจานไว้เบื้องหน้าผู้ต้องหา จนถูกคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ออกมาตำหนิว่าไม่เหมาะสม เป็นพฤติกรรมละเมิดสิทธิมนุษยชนที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้ความคุ้มครอง ไว้ว่า ผู้ค้ายาเสพติดยาบ้า ในความคิดของตน คงจะให้อภัยไม่ได้ ตนไม่ได้มีอคติหรือจองเวรจองกรรม มนุษย์ คือ ผู้กำเนิดมาประกอบกรรมทำความดี เกิดมาแล้วทุกคนได้รับต้นทุนในการรู้ถึงความผิดชอบชั่วดี รู้อยู่ว่าทำไม่ดีทำชั่วแล้วเป็นบาป เมื่อละอายต่อบาปและยังไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง จึงสมควรเป็นอมนุษย์ที่ไม่สมควรได้รับสิทธิ ไม่น่าให้อภัย แต่คนในอ่างทองบอกว่าน้อยไป น่าจะเรียกว่าเดรัจฉาน

“ผมไม่รู้สึกท้อแท้ เพราะผมรุนแรงต่อผู้ค้ายาเสพติดเท่านั้น จึงประกาศสู้ต่อไป โดยมีมาตรการหนักและเข้มข้นกว่านี้ จะเกิดอะไรก็ให้เกิด หากผู้การฯวิสุทธิ์จะถูกไล่ออกจากราชการ เพราะปฏิบัติหน้าที่ปราบปรามยาเสพติดอย่างหนักก็พร้อม ยอมรับว่าได้ปฏิบัติหน้าที่สนองนโยบายรัฐบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ป้องกันปราบปรามการแพร่ระบาดยาเสพติด แม้ว่าจะไม่หมดไปตามที่ตั้งใจ ทำให้เป็นพื้นที่สีขาวไม่ได้ แต่การระบาดต้องเบาบางลง ที่สำคัญผู้ค้ารายใหญ่ต้องไม่มี และไม่มีผู้ค้านำยาบ้ามาส่งในพื้นที่อ่างทองเด็ดขาด” ผบก.อ่างทองกล่าว

พล.ต.ต.วิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า ไม่สนใจหน่วยงานที่ออกมาท้วงติงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานและแนวคิดของตน โดยจะเดินหน้าต่อไป และคิดว่าสักวันหนึ่ง หน่วยงานดังกล่าวหากมีประชาชนรวมตัวประท้วงขับไล่ เนื่องจากไม่พอใจ คงช่วยอะไรไม่ได้ ที่สำคัญ หากมีลูกหลานในหน่วยงานติดยาเสพติดแล้วจะมานึกถึงผู้การฯวิสุทธิ์ คงจะสายเกินไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.วิสุทธิ์ได้ออกแบบและใช้เงินส่วนตัว ว่าจ้างโรงงานแห่งหนึ่งโดยไม่เปิดเผยชื่อโรงงานและสถานที่ตั้ง จัดทำเก้าอี้ไฟฟ้าจำลอง และลานประหารชีวิตนักโทษจำลอง มีอุปกรณ์เหมือนเก้าอี้ไฟฟ้าที่ใช้ประหารนักโทษจริงครบครัน โดยอุปกรณ์ที่สั่งทำขึ้นจะใช้ในการแถลงข่าวจับกุมผู้จำหน่ายยาบ้าในครั้งต่อ ไป ขณะนี้โรงงานดำเนินการไปเกือบ 50 เปอร์เซ็นต์

ทางด้านนางสุนี ไชยรส กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีพล.ต.ต.วิสุทธิ์ จะสร้างลานประหารและเก้าอี้ไฟฟ้าจำลองว่า รัฐธรรมนูญของไทยยังเปิดช่องให้ใช้วิธีการลงโทษด้วยการประหารชีวิตอยู่ แต่ต้องไม่กระทำด้วยความรุนแรง หรือทรมาน ดังนั้นหากจะใช้วิธีดังกล่าวมาเตือนว่าประเทศไทยมีโทษดังกล่าวก็สามารถทำได้ เพราะกฎหมายไม่ได้ระบุว่าไม่สามารถทำได้ แต่ต้องดูที่พฤติกรรมเป็นหลักว่า เป็นการข่มขู่เกินกว่าเหตุหรือไม่ เช่น การกระทำผิดนั้นไม่มีโทษถึงประหารชีวิต หรือเป็นการขู่ว่าจะใช้วิธีประหารด้วยความทรมาน ซึ่งไม่สามารถกระทำได้

นางสุนี กล่าวว่า หากเปรียบเทียบการติดป้ายหน้าผู้ต้องหาว่า”เดนมนุษย์”และ”อมนุษย์” แทนชื่อผู้ต้องหา เห็นได้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจนกว่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควรจะเคลื่อนไหวและสอบสวนกรณีดังกล่าวให้เกิดความชัดเจน เพราะผู้ต้องหาที่ถูกละเมิดคงไม่อยู่ในฐานะที่จะเรียกร้องอะไรได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เหตุการณ์ดังกล่าวผ่านไปหรือให้สังคมเข้าใจผิด คิดว่าเป็นสิ่งที่พล.ต.ต.วิสุทธิ์สามารถกระทำได้ ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะเจ้าหน้าที่รัฐทุกคนถูกผูกพันกับรัฐธรรมนูญ ต้องไม่ละเมิดสิทธิฯ

“อยากเรียกร้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม จัดการกับกรณีดังกล่าวโดยการตรวจสอบ สอบสวน เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ซึ่งดิฉันเข้าใจดีว่าเป็นการปราม แต่การกระทำใดๆ ของเจ้าหน้าที่รัฐก็ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ถูกต้อง ไม่มีสิทธิกระทำเกินกว่าเหตุ” นางสุนีกล่าว

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก ข่าวสด