จับตา หวัด2009 ดื้อยา กลายพันธุ์

Home / ข่าวทั่วไป / จับตา หวัด2009 ดื้อยา กลายพันธุ์

wadd2009powi

มีหมอรายแรกเสียชีวิตที่เชียงใหม่ ระบุหญิงแท้งโคราชไม่ได้ติดเชื้อ

ผู้เชี่ยวชาญให้จับตาหวัด09″ดื้อยา-กลาย พันธุ์” ชี้ใช้ยา2สูตรกับผู้ป่วยอาการหนักไม่ใช่แค่ผู้ดื้อยา สธ.เตรียมกระจายยาต้านไวรัสให้คลีนิคทั่วประเทศ3ส.ค.นี้ เผยอาจารย์หมอเชียงใหม่เป็นแพทย์คนแรกที่เสียชีวิต ผลตรวจระบุหญิงแท้งโคราชไม่ได้ติดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม เวลา 15.45 น. นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวหลังประชุมเรื่องการกระจายยาต้านไวรัสโอเซลทามีเวียร์ให้คลีนิคทั่ว ประเทศว่า ได้หารือกับตัวแทนจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) สำนักระบาด สธ. และคณะอนุกรรมการได้ข้อสรุปว่า จะเร่งการกระจายยาต้านไวรัสลงคลีนิคให้รวดเร็วที่สุด โดยมอบหมายให้สำนักระบาดจัดทำใบสมัครให้กับคลีนิคต่างๆ สมัครเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม-2 สิงหาคม และได้มอบหมายให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เร่งจัดการประชุมอบรมคลีนิคที่จะเข้าร่วมโครงการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 2 สิงหาคม เพื่อให้สามารถกระจายยาในทุกพื้นที่ได้ทันทีได้ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม เป็นต้นไป โดยจะกำหนดให้คลีนิคละ 5 ชุดการรักษา และจะประสานไปยังองค์การอาหารและยา (อย.) ไม่อนุญาตให้คลีนิคเอกชนซื้อยาต้านไวรัสจากบริษัทเอกชนรายอื่น เพื่อให้สามารถควบคุมปริมาณการใช้ยาได้ และห้ามคิดค่ายาต้านไวรัสกับประชาชนที่ไปใช้บริการ เนื่องจากรัฐบาลเป็นผู้ลงทุน

ด้าน นพ.เรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีที่แพทย์ จ.เชียงใหม่ เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่าได้รับรายงานว่าแพทย์คนดังกล่าว อายุ 58 ปี เป็นอาจารย์แพทย์ในโรงเรียนแพทย์ที่ไม่สังกัด สธ. และไม่ได้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จากคนไข้ เพราะไม่ได้ปฏิบัติงานรักษาคนไข้นานแล้ว แต่เนื่องจากมีโรคประจำตัวหลายโรค อาทิ โรคหัวใจล้มเหลว ตับแข็ง เบาหวาน ไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ซึ่งอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ทำให้สุขภาพไม่ดีมานานนับ 10 ปี

“ผู้เสียชีวิตรายนี้ไปพบแพทย์ครั้งแรกด้วยอาการท้องร่วงรุนแรง ซึ่งป่วยมาแล้ว 3 วัน ไม่ได้ไปพบแพทย์ด้วยอาการไข้หวัด แต่ตรวจพบว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ในภายหลัง ซึ่งผู้เสียชีวิตถือว่าเป็นบุคลากรสาธารณสุขคนแรกของไทยที่เสียชีวิต แต่ไม่ได้ติดเชื้อจากการปฏิบัติหน้าที่” นพ.เรวัตกล่าว และว่า คงจะไม่มีแพทย์พยาบาลคนใดที่เสียขวัญจากกรณีแพทย์คนดังกล่าวเสียชีวิต อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้สถาบันทรวงอกเร่งผลิตเครื่องฆ่าเชื้อโรคด้วยรังสียูวี 2009 ให้ได้วันละ 100 เครื่อง เพื่อกระจายให้โรงพยาบาลในสังกัด สธ. ทุกแห่ง เนื่องจากช่วยลดเชื้อแบคทีเรียและไวรัสได้ ส่วนประชาชนไม่ควรตื่นตระหนก เพราะแพทย์คนดังกล่าวมีโรคประจำตัวเรื้อรังรุนแรงอยู่แล้ว

กรณีเด็ก 2 เดือน ที่มีกระแสข่าวว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เข้ารับการรักษาในสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีนั้น นพ.เรวัตกล่าวว่า ผลจากห้องปฏิบัติการยืนยันว่าเด็กไม่ได้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ แต่มีอาการไอ หอบ และปอดบวม โดยขณะนี้มีผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่รักษาตัวที่ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติ ทั้งสิ้น 12 คน มี 1 คน ที่อาการหนัก ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ เป็นเด็กหญิง อายุ 7 ปี 6 เดือน ป่วยตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม ล่าสุดอาการดีขึ้นเป็นลำดับแล้ว

นพ.เรวัต กล่าวถึงกรณีที่ศูนย์ควบคุมโรคแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (ซีดีซี) รายงานว่า หญิงตั้งครรภ์มีภาวะเสี่ยงติดเชื้อหวัด 2009 ว่า ไทยได้จัดให้หญิงตั้งครรภ์เป็นกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่ต้น และมีมาตรการเชิงรุกคือ หากหญิงตั้งครรภ์ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลจะแจกหน้ากากอนามัยให้ทันที หากหญิงตั้งครรภ์รายใดมีอาการป่วย ให้รีบพบแพทย์เพื่อรับยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ ขณะนี้มีผู้ป่วยหญิงตั้งครรภ์ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ที่รักษาในโรงพยาบาลทั้งสิ้น 8 คน ในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้ว 3 คน ส่วนอีก 5 คน มีอาการรุนแรง 4 คน และ 1 คนหายป่วยแล้ว คาดว่า จะมีผู้ป่วยกลุ่มนี้อีกมาก แต่โรงพยาบาลยังไม่ได้รายงานข้อมูลไปที่ สธ.

นพ.วีรศักดิ์ เกียรติผดุงกุล รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา กล่าวว่า กรณีหญิงอายุ 16 ปี ตั้งครรภ์ 6 เดือน มีอาการคล้ายเป็นหวัด มีไข้ ไอ หอบ และแท้งบุตรเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม ซึ่งเป็นผู้ป่วยต้องสงสัยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ โดยแพทย์ได้ให้ยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ตั้งแต่วันแรกที่ผู้ป่วยถูกส่งตัว มาจากโรงพยาบาลด่านขุนทด เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ขณะนี้อาการยังน่าเป็นห่วง ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ล่าสุดผลการตรวจยืนยันว่าผู้ป่วยคนดังกล่าวไม่ได้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สาย พันธุ์ใหม่แต่อย่างใด

นพ.ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ทางวิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาลขอเบิกยาซานามิเวียร์ ซึ่งเป็นสูตรสำหรับกรณีเชื้อไวรัสดื้อยาโอเซลทามีเวียร์อีก 5 ชุด แต่ไม่แน่ใจว่านำไปใช้รักษาผู้ป่วยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่หรือไม่ ซึ่งก่อนหน้านี้โรงพยาบาลศิริราช ขอเบิกยาซานามิเวียร์ไปแล้ว 5 ชุด เนื่องจากมีผู้ป่วยเข้ารักษาตัวด้วยอาการไข้สูง มีภาวะปอดอักเสบ ให้ยาโอเซลทามิเวียร์แล้วปรากฏว่าตอบสนองต่อยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ได้ ไม่ดี จึงจำเป็นต้องให้ยาซานามิเวียร์ที่เป็นแบบพ่น

ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และประธานคณะอนุกรรมการสาขาโรคติดเชื้อ ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไทยยังไม่พบรายงานไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ดื้อยาต้านไวรัสโอเซลทามิ เวียร์ ที่โรงพยาบาลศิริราชขอยาซานามิเวียร์จากกรมควบคุมโรค เนื่องจากแนวทางการรักษาผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่มีอาการรุนแรง ปอดบวม ระบบหายใจล้มเหลว มีออกซิเจนในเลือดต่ำของโรงพยาบาลศิริราช แพทย์จะพิจารณาให้โอเซลทามิเวียร์ควบคู่กับซานามิเวียร์ทันที ซึ่งทั่วประเทศคาดว่ามีผู้ป่วยอาการรุนแรงไม่เกิน 100 คน คุ้มที่จะลงทุนช่วยชีวิตผู้ป่วย จึงแนะนำให้แพทย์ใช้แนวทางการรักษาเช่นนี้กับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงด้วย


“แพทย์ไม่มีทางรู้ว่าผู้ป่วยติดเชื้อสายพันธุ์เก่าที่ดื้อยาหรือสาย พันธุ์ใหม่ หากรอผลตรวจจากห้องแล็บอาจช้าเกินไป แต่ถ้าผลแล็บออกมาภายหลังว่าเป็นเชื้อสายพันธุ์ใหม่ ที่ยังไม่มีรายงานการดื้อยา จะหยุดให้ยาซานามิเวียร์ทันที แต่จะยังให้ยาโอเซลทามิเวียร์จนครบชุดรักษา และยังไม่มีรายงานว่าการให้ยาควบคู่เช่นนี้ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย แพทย์จำเป็นต้องคำนึงถึงแนวทางการรักษาที่ดีที่สุดที่จะช่วยชีวิตผู้ป่วยให้ รอด หากรู้ว่าการรักษาวิธีนี้แล้วใน 1-2 วันข้างหน้าผู้ป่วยจะอาการดีขึ้น ต้องเลือกที่จะทำ” ศ.นพ.อมรกล่าว และว่า เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ตามฤดูกาลของปี 2008 เป็นเชื้อไวรัสเอช 1 เอ็น 1 เช่นเดียวกับไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ แต่เป็นคนละสายพันธุ์ ซึ่งมีรายงานเชื้อดื้อยาโอเซลทามิเวียร์จำนวนมาก โดยในช่วง มกราคม-มีนาคมที่ผ่านมา ประเทศไทยพบผู้ดื้อยากว่าร้อยละ 90 ซึ่งการดื้อยาของไวรัสสายพันธุ์เก่าในทั่วโลกเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากเพียง 1 ปี จากที่ปี 2007 ยังไม่มีรายงานการดื้อยา แต่ปีต่อมากลับพบการดื้อยาในอัตราที่ค่อนข้างสูง และเชื้อที่ดื้อยานี้สามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ขณะที่เชื้อดื้อยาจากการกินยาพบเพียงร้อยละ 0.4-4 ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในเด็กและเชื้อไวรัสที่ดื้อยาจะหายไปเอง

ศ.นพ.อมรกล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ดื้อยามี 2 ประเด็น คือ เชื้อไวรัสพัฒนาตัวเองจนเชื้อดื้อยา อาจใช้เวลา 6 เดือน หรือ 1-2 ปี และเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ผสมกับเชื้อไวรัสเอช 1 เอ็น 1 2008 ที่ดื้อยาในอัตราสูงแล้วเกิดเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ แต่การผสมระหว่าง 2 สายพันธุ์นี้ ความดุร้ายของเชื้อไม่น่าจะเพิ่มขึ้น เพราะเชื้อไวรัส 2009 มีความรุนแรงน้อย เว้นแต่จะกลายพันธุ์อีกครั้ง โดยการผสมกับเชื้อไวรัสไข้หวัดนก เอช 5 เอ็น 1 ที่มีความรุนแรงของโรคค่อนข้างสูงซึ่งน่าเป็นห่วงมาก

ด้าน พญ.มาลินี สุขเวชชวรกิจ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยหลังประชุมติดตามผลการแพร่ระบาดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ว่า กองควบคุมโรค สำนักอนามัย รายงานยอดผู้ป่วยที่ยืนยันการติดเชื้อตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน-29 กรกฎาคม พบว่ามีผู้ป่วย 3,380 คน หรือร้อยละ 30 ของจำนวนผู้ป่วยทั่วประเทศ อายุระหว่าง 11-20 ปี พบผู้ป่วยเสียชีวิตมากที่สุดใน 4 เขต ได้แก่ เขตดุสิต ราชเทวี วังทองหลาง และเขตสวนหลวง ล่าสุดมีผู้ที่เสียชีวิตรวม 19 คน และยังมีผู้ป่วย 542 คน ที่อยู่ระหว่างการรักษาในโรงพยาบาลสังกัด กทม.


“ที่ประชุมมีความกังวลว่าการระบาดจะทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น จึงได้ปรับแผนรับมือการระบาดโดยขอความร่วมมือผู้ประกอบการร้านค้า พนักงานในร้านโชห่วย ห้างสรรพสินค้าหรือบุคคลที่ต้องใช้มือสัมผัสสิ่งของเช่น ธนบัตร เหรียญ ฯลฯ ให้สวนถุงมืออนามัยขณะปฏิบัติหน้าที่ด้วย”
รองผู้ว่าฯ กทม.กล่าว

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก มติชนออนไลน์