พยานคดีแพะ ‘ครูจอมทรัพย์’ ยันคนขับรถเป็นผู้ชาย

Home / ข่าวทั่วไป / พยานคดีแพะ ‘ครูจอมทรัพย์’ ยันคนขับรถเป็นผู้ชาย

พยานคดีแพะ ‘ครูจอมทรัพย์’ ยันคนขับเป็นผู้ชาย ขณะที่เจ้าของรถกระบะคันก่อเหตุตัวจริง อ้างซื้อมาตั้งแต่ปี 47 ก่อนเกิดเหตุที่นครพนม 1 ปี

วานนี้ (19 ม.ค. 60) มีรายงานว่า นางทองเรศ วงศ์ศรีชา ชาวบ้านนาคู่ อ.นาแก จ.นครพนม หนึ่งในพยานอีกคนที่เปิดตัวเป็นครั้งแรก อ้างว่า ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไป พร้อมกับ นางทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ พยานที่เห็นเหตุการณ์อุบัติเหตุรถกระบะชนรถจักรยานของ นายเหลือ พ่อบำรุง เสียชีวิต บริเวณถนนสายธาตุน้อย-นาเหนือ อ.เรณูนคร เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2548

ทั้งนี้ นางทองเรศ เล่าว่า ตนเองและนางทัศนีย์ ได้ให้การต่อศาลว่า ลักษณะของคนขับรถกระบะที่ลงมาดูนายเหลือ เป็นผู้ชาย มีลักษณะท้วม สวมรองเท้าหนัง และเสื้อแขนยาวสีดำ เดินลงมาดูคนถูกรถชนแล้วจึงเดินขึ้นรถเร่งเครื่องขับหลบหนีไป แต่ นางทองเรศ ไม่สามารถจำทะเบียนรถได้ พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้มีใครว่าจ้างให้เป็นพยานเพื่อพูดช่วยเหลือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ส่วนรถกระบะ ทะเบียน บค 56 มุกดาหาร ที่ นางจอมทรัพย์ อดีตผู้ต้องโทษอ้างว่า เป็นรถที่นายสับ วาปี ขับชนนายเหลือ ตัวจริงนั้น เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่า รถกระบะคันดังกล่าวเป็นของ นายสับ จริง แต่ขายให้กับ นายอุบล ไชยบัน ชาวบ้านแก้ง ต.คำป่าหลาย อ.เมืองมุกดาหาร ตั้งแต่ปี 2547

โดย นายอุบล ยืนยันว่า ได้ซื้อรถกระบะสีเขียว ทะเบียน 56 มุกดาหาร มาจาก นายรัน ผู้ใหญ่บ้าน บ้านนันทวัน หมู่ 6 ต.กุดแข้ อ.เมืองมุกดาหาร ซึ่งเป็นบ้านเดียวกันกับนายสับ วาปี เมื่อปี 2547 ในราคา 33,000 บาท เพื่อนำมาใช้ขนพืชผลทางการเกษตร และได้มาเสียภาษีประจำปีเพื่อต่อทะเบียน ปี 2548 ก่อนขายเป็นเศษเหล็กไปปลายปี 2551 ในราคา 15,000 บาท พร้อมทั้งเอกสารที่ได้มากับรถ เนื่องจากรถอยู่ในสภาพเก่าและไม่สามารถใช้งานได้ จึงเป็นไปไม่ได้ที่รถคันนี้จะไปเกิดอุบัติเหตุ เนื่องจากตัวเองไม่เคยขับไปต่างจังหวัด และไม่เคยให้ใครยืมรถไปขับอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ นายอุบล ไชยบัน ผู้ที่อ้างว่า ครอบครองรถทะเบียน บค 56 มุกดาหาร เล่าว่า เมื่อหลายปีก่อน เคยมีผู้มาติดต่อขอซื้อรถยนต์กระบะคันนี้ โดยบอกว่าอยากช่วยเพื่อนที่ถูกจับ แต่ปฏิเสธไปเนื่องจากได้ขายรถไปแล้ว และไม่เหลือหลักฐานใด ๆ เกี่ยวกับรถกระบะคันนี้เลย

อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่า จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และหากพบหลักฐานชัดเจนว่าตำรวจบกพร่องต่อการทำสำนวน จะต้องถูกลงโทษทางวินัย แต่หากตำรวจไม่ผิด สำนักงานตำรวจแห่งชาติอาจพิจารณาดำเนินคดีฟ้องกลับเรียกค่าเสียหาย หากพบว่ามีผู้สนับสนุนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องลักษณะทำเป็นขบวนการให้ข้อมูลเท็จกับเจ้าหน้าที่ และส่งผลให้ได้รับความเสียหาย

 

ที่มา : Thai PBS