ข่าวจังหวัดนครศรีธรรมราช ฆ่าฝังดินสามเณร ฆ่าฝังศพ ฆ่าสามเณรปลื้ม วัดวังตะวันตก สามเณรปลื้ม

ปลด ‘เจ้าคุณภากร’ พ้นเจ้าอาวาสวัด สถานที่ฝัง ‘สามเณรปลื้ม’

Home / ข่าวทั่วไป / ปลด ‘เจ้าคุณภากร’ พ้นเจ้าอาวาสวัด สถานที่ฝัง ‘สามเณรปลื้ม’

ปลด ‘เจ้าคุณภากร’ พ้นเจ้าอาวาสวัดวังตะวันตก สถานที่ฝัง ‘สามเณรปลื้ม’ เตรียมสะสางครั้งใหญ่ – พ่อสามเณร เตรียมเชิญวิญญาณกลับบ้าน ลั่นไม่เชื่อลูกขี้ขโมย 

จากกรณีที่ได้รับการร้องเรียนจากญาติ ๆ ของ “สามเณรปลื้ม” อายุ 17 ปี วัดวังตะวันตก ต.คลัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ว่าสามเณรปลื้มหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย นานเกือบ 5 เดือนตั้งแต่เดือนมกราคม 2560 คาดว่าจะถูกอุ้มฆ่าและซ่อนเร้นอำพราง ทำลายศพ โดยคนร้ายที่ต้องสงสัยชื่อ “ท่านเด่น” เป็นพระภิกษุลูกวัดวังตะวันตกรูปหนึ่ง ซึ่งในอดีตเคยเป็นไวยาวัจกรวัดวังตะวันตกที่มีเรื่องบาดหมางทะเลาะวิวาทกับสามเณรปลื้มมาก่อน ซึ่งหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวท่านเด่นมาเค้นสอบสวนให้การรับสารภาพและนำไปชี้จุดฝังศพในวัด และพบศพสามเณรปลื้มตามที่ผู้ต้องหารับสารภาพ ตามข่าวที่นำเสนอไปแล้วนั้น

ล่าสุด วันนี้(3 มิ.ย. 60) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าได้มีการเปิดเผย คำสั่งคณะสงฆ์จังหวัดนครศรีธรรมราช เรื่องการแต่งตั้งรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดวังตะวันตก ข้อความในคำสั่งระบุว่าด้วยพระเทพสิริโสภณ ( ภากร ) อายุ 79 พรรษา 58 อดีตเจ้าอาวาสวัดวังตะวันตก ต.คลัง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ได้รับการยกย่องเป็นเจ้าอาวาสกิตติมศักดิ์ ตั้งแต่วันที่ 2 มิ.ย. 60 เป็นเหตุให้ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดวังตะวันตก ว่างลง จึงสั่งการให้พระครูพรหมเขตคณารักษ์(ชัยสิทธิ์ ) อายุ 45 พรรษา 24 เจ้าคณะอำเภอพระพรหม จ.นครศรีธรรมราช และเจ้าอาวาสวัดสระเรียง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เป็นผู้รักษาการตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดวังตะวันตก โดยให้มีอำนาจหน้าที่เหมือนเจ้าอาวาสวัดวังตะวันตก ตามความในมาตรา 37 และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่2) พ.ศ.2535

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 มิ.ย.2560 เป็นต้นไป ลงชื่อพระราชปริยัติเวที เจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช สำหรับพระครูพรหมเขตคณารักษ์(ชัยสิทธิ์) เป็นพระนักพัฒนาเรียนจบระดับปริญญาเอกสาขาพระพุทธศาสนา ชาวพุทธในจังหวัดนครศรีธรรมราช เชื่อว่าจะสามารถเข้าไปแก้ปัญหากอบกู้ภาพลักษณ์วัดวังตะวันตกและพุทธศาสนาได้อย่างแน่นอน

โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 60 พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพิชญ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรนครศรีธรรมราช นำหมายค้นวัดวังตะวันตก เข้าพบพระเทพสิริโสภณ อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช และเจ้าอาวาสวัดวังตะวันตก พบว่ากุฏิถูกใส่กุญแจขังไว้ โดยพระเทพสิริโสภณ ซึ่งอยู่ในวัยชราสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงยอมรับว่าไม่ได้ออกจากกุฏิไปไหนมานานนับปีแล้ว และไม่เคยรับรู้สถานะการเงินของวัด เพราะอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มผู้ต้องหาที่ฆ่าสามเณรปลื้ม

นอกจากนี้ พระเทพสิริโสภณ ยังยืนยันว่านางสาวปิยฉัตร อรุณสกุล และนายเด่นชัย ภูมินิยม ไม่ได้เป็นญาติกับอาตมา แต่ถามว่าเหตุใดถึงเข้ามาควบคุมวัด พระเทพสิริโสภณ กลับนิ่งเฉย และไม่ตอบคำถาม อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าตำรวจ จะได้นิมนต์พระเทพสิริโสภณ สอบสวนปากคำอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง

นายบอย ( นามสมมุติ ) ผู้ที่คอยดูแลปรนนิบัติพระเทพสิริโสภณ กล่าวยอมรับว่า ช่วงที่ตัวเองไม่อยู่จะล็อคกุญแจประตูรั้วเอาไว้ตลอดเวลา จุดประสงค์เพราะไม่อยากให้ใครมารบกวนท่านเจ้าคุณ เนื่องจากท่านเจ้าคุณป่วยสุขภาพไม่ดี ตนเป็นผู้จัดหาอาหารมาถวายให้ท่านฉัน และนำเงินจากการเก็บค่าจอดรถภายในวัด ประมาณ 600 บาท ต่อวัน ไปซื้ออาหารข้าวของเครื่องใช้ให้ท่านเจ้าคุณ ส่วนที่เหลือตนก็เอาไปใช้จ่ายส่วนตัว หากวันไหนนางปิยฉัตร หรือ บิว เมียของนายเด่นชัย หรืออดีตพระเด่น มาขอเงินที่ได้จากการเก็บค่าที่จอดรถ ตนก็ต้องให้นางปิยฉัตร หรือ บิว ไปทั้งหมด

ขณะที่เมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมา (2 มิ.ย.60) นายชวน เอกเกียรติกุล อายุ 42 ปี บิดาของสามเณรปลื้ม ได้เข้าพบสื่อมวลชนสมาคมสื่อมวลชนจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมเปิดเผยว่า ตามปกติตนทำงานขับรถบรรทุก 10 ล้อก่อสร้างถนนอยู่ใน จ.กาฬสินธุ์ แต่ได้ติดต่อกับสามเณรปลื้มมาตลอด และส่งเงินให้เป็นครั้งสุดท้ายช่วงหลังปีใหม่ หลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อกับสามเณรปลื้มได้ แต่มีญาติ ๆ คอยติดตามหาสามเณรปลื้มอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งทราบว่าจะมีการขุดศพสามเณรปลื้มถูกฆ่าฝังศพในวัดวังตะวันตกและจะขุดศพ ตนจึงเดินทางมายัง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อรับศพไปตรวจพิสูจน์ที่นิติเวชโรงพยาบาลสุราษฏร์ธานี แต่ก็ยังไม่ได้ตรวจ เพราะทางแพทย์อ้างว่ายังไม่ได้หนังสือหรือเอกสารส่งศพจากพนักงานสอบสวน จึงต้องฝากศพไว้ชั่วคราวและเดินทางกลับมานำใบส่งตัวเดินทางไปอีกครั้งในเวลาประมาณ 14.30 น.วันนี้ (3 พ.ค.) และจะกลับมาที่หลุมฝังศพกลางวัดวังตะวันตก เพื่อประกอบพิธีเชิญดวงวิญญาณสามเณรปลื้ม บุตรชายกลับบ้าน

นายชวน เปิดเผยอีกว่า กลุ่มผู้ต้องหาอ้างว่าสามเณรปลื้มขโมยเงิน จึงต้องฆ่าทิ้ง ส่วนตัวตนไม่เชื่อเด็ดขาด เพราะสามเณรปลื้มไม่มีนิสัยขี้ลักขี้ขโมย แต่เขาเป็นคนที่ชอบจาโผงผาง ซึ่งอาจจะไปรู้เห็นเกี่ยวกับความลับสำคัญบางอย่างภายในวัด จึงถูกฆ่าปิดปากมากกว่า ตนรับไม่ได้และจะไม่ขอพูดถึงกลุ่มฆาตกรใด ๆ ทั้งสิ้น โดยคดีนี้โทษถึงประหารชีวิตก็อยากให้กลุ่มผู้ต้องหารับโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิตจริง ๆ เพราะเป็นพฤติกรรมการกระทำที่เหี้ยมโหดผิดมนุษย์ และยังปิดบังอำพรางซ่อนเร้นศพอีก จึงขอให้ประหารชีวิตจริง ๆ จะได้สาสมกับความชั่วช้าที่กระทำกับลูกของตน แต่ขอให้คิดดูว่าหากคนตายเป็นลูกหลานของตัวเองจะรู้สึกอย่างไร ตนไม่อยากให้ต้องโทษประหารชีวิตแต่ติดคุกจริง 8 – 9 ปี ก็พ้นโทษออกมาอยู่อย่างสุขสบาย

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า นายเด่นชัย หรือ อดีตพระเด่น และนางปิยฉัตร หรือบิว ในอดีตเป็นคนหาเช้ากินค่ำ โดยเฉพาะนางปิยฉัตร หรือ บิว มีสามีเก่าเป็นตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ชื่อ “จ่าตี๊ด” เมื่อกว่า 10 ปี ก่อน จ่าติ๊ด สามีถูกจับกุมดำเนินคดีในข้อร่วมกับ ร.ต.อ.รอง สว.สส.สภ.เมือง นายหนึ่งล่อลวง นศ.สาว หลานสาวนายอำเภอท่านหนึ่ง มาสอบสวนในฐานะพยานที่เห็นเหตุการณ์นักศึกษาทะเลาะวิวาททำร้ายกัน ก่อนจะทำการวางยาพาไปรุมโทรมที่บังกะโลแห่งหนึ่งในตัวเมืองนครศรีธรรมราช จนถูกให้ออกจากกราชการ และศาลพิพากษาจำคุกกว่า 20 ปี แต่หลบหนีคดีระหว่างประกันชั้นฏีกาทางอดีตนายอำเภอ ได้ตั้งรางวัลนำจับสูงถึง 1 ล้านบาท จนถึงขณะนี้ยังจับกุมตัว “จ่าติ๊ด” สามีของนางปิยฉัตร หรือ บิว ไม่ได้ นางปิยฉัตร หรือ บิว ต้องหอบลูกหาบ้านเช่าและมีสามีใหม่หลายคน กระทั้งไปตั้งแผงขายน้ำผลไม้ปั่นบริเวณประตูทางเข้าหลังวัดวังตะวันตก และเริ่มเข้ามาตีสนิทกับพระชั้นผู้ใหญ่ในวัดจนมีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง และมีการถ่ายรูปเอาไว้ข่มขู่แบล็กเมล์พระชั้นผู้ใหญ่มาตลอด ก่อนจะมามีความสัมพันธ์กับนายเด่นชัย หรือ อดีตพระเด่น ซึ่งค้าขายหากินอยู่ในวัด

หลังจากนั้นนางปิยฉัตร และนายเด่นชัย ได้เข้ามาฮุบการบริหารการจัดเก็บผลประโยชน์ภายในวัดทั้งหมด โดยที่เจ้าอาวาสวัด ไม่กล้าขัดขวาง ทั้งการเก็บค่าเช่าแผงค้าขายในวัด ค่าที่จอดรถ และข่มขู่กดดันให้เจ้าอาวาสวัด ปลดคณะกรรมการวัดออกทั้งหมด และตั้งนายเด่นชัย หรืออดีตพระเด่นชัย เป็นไวยาวัจกรวัดมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว โดยนางปิยฉัตร หรือ บิว เป็นผู้บงการอยู่เบื้องหลังทั้งหมด ล่าสุดมีการเรียกเจ้าของธุรกิจ ร้านค้า อาคารพาณิชย์ โรงแรมซึ่งเช่าที่วัดประกอบกิจการทั้งหมด เนื่องจากกำลังจะหมดสัญญาเช่าเดิม เพื่อมาทำสัญญาเช่าใหม่ 30 ปี โดยนางปิยฉัตร หรือ บิว ได้เรียกเก็บค่าเช่าครั้งเดียวทันที รายละ 300,000 บาท คิดเป็นเงินรวมหลายสิบล้านบาท

ทั้งนี้ เมื่อปี 2558 พระชั้นผู้ใหญ่ เจ้าอาวาสวัดวังตะวันตก ซึ่งขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช ทนอับอายสังคมไม่ไหว ไม่สามารถทนอยู่ในสภาพที่ถูกกดดัน ข่มขู่ แบล็กเมล์ จึงหลบหนีออกจากวัดหายไปเป็นเวลานานนับเดือน และมีกระแสข่าวว่าเจ้าอาวาสคงหลบหนีไปลาสิกขาบท และพยายามข้ามแดน แต่เจ้าอาวาส ไม่มีหนังสือเดินทางจึงถูกจับกุมที่ด่านพรหมแดนไทย – พม่า จนทางคณะสงฆ์ต้องรับรองว่าเป็นพระผู้ใหญ่ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช จริง นางปิยฉัตร หรือ บิว จึงเดินทางไปรับกลับมาวัด และข่มขู่กดดันว่าห้ามคิดลาสิกขาบท แล้วกักขังบริเวณให้อยู่แต่ในกุฏิ เท่านั้น โดยล็อคกุญแจประตูรั้วมาตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปี

จนคณะสงฆ์ได้รับการร้องเรียนพฤติกรรมไม่เหมาะสม และสั่งปลดออกจากตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช และตั้งให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ยังคงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดวังตะวันตก ด้วยสุขภาพ ไม่แข็งแรง เจ็บป่วยด้วยโรคชราและโรคเครียด และระยะที่นางปิยฉัตรหรือบิว และนายเด่นชัย สามี เข้ามาฮุบวัดในระยะเวลา 6 – 7 ปี กอบโกยผลประโยชน์จากวัดวังตะวันตก จนมีฐานะร่ำรวย ซื้อบ้านหลังใหญ่ในตัวเมืองนครศรีธรรมราช มูลค่า 3 – 5 ล้านบาท ซื้อบ้านที่กรุงเทพมหานคร มูลค่าเกือบ 20 ล้านบาท มีรถยนต์เก๋งหรู 2 – 3 คัน รถกระบะ 1- 2 คัน และทรัพย์สินอื่น ๆ หลายสิบรายการ มูลค่าไม่น้อยกว่า 30 – 40 ล้านบาท

ขณะที่พระหรือสามเณร ในวัดไม่มีรูปใดกล้าตอแยกับนางปิยฉัตร หรือ บิว ต่างเกรงกลัว และอยู่ใต้อำนาจอิทธิพลของนางปิยฉัตร หรือ บิว และนายเด่นชัย หรือ อดีตพระเด่น ที่ผ่านมาเคยมีพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งแข็งข้อกับนางปิยฉัตร หรือ บิว จนถูกรุมทำร้ายบาดเจ็บสาหัส และนางปิยฉัตร หรือ บิว และนายเด่นชัย หรือ อดีตพระเด่น ถูกตำรวจ สภ.เมือง จับกุมดำเนินคดี สภ.เมืองนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 8 มี.ค. 58 จนปัจจุบันไม่มีรายงานความคืบหน้าของคดีดังกล่าว

นอกจากนี้ นางปิยฉัตร หรือ บิว เคยขัดขวางการถ่ายภาพเหตุการณ์ ขณะที่ผู้สื่อข่าวถ่ายภาพทำข่าว และสั่งให้ลูกน้องขนสบง จีวร เครื่องเครื่องอัฐบริขารของพระภิกษุสงฆ์รูปดังกล่าว มาเผาทำลาย และรุมทำร้ายจนพระภิกษุรูปดังกล่าวสลบแน่นิ่ง ชาวบ้านไม่พอใจจึงรวมตัวประท้วงการกระทำที่ไม่เหมาะสม ในขณะที่นางปิยฉัตร หรือ บิว ได้ข่มขู่พร้อมประกาศจะฟ้องดำเนินคดีกับสื่อมวลชนหลายสำนัก ที่นำเสนอข่าวอย่างครึกโครม แต่ที่สุดก็ไม่กล้าแจ้งความดำเนินคดีกับสื่อมวลชน ซึ่งพฤติกรรมของนางปิยฉัตร หรือ บิว และนายเด่นชัย หรือ อดีตพระเด่นชัย ชาวบ้านต่างโจษขานกันทั่ว มีพรรคพวกเพื่อนฝูงที่สนิทสนมเคยเตือนนางปิยฉัตร หรือ บิว และนายเด่นชัย อดีตพระเด่นชัย ให้ยุติพฤติกรรมข่มขู่แบล็กเมล์เจ้าอาวาส และหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากวัด เพราะจะมีบาปกรรมตามสนองได้ แต่ทั้งสองกลับแย้งว่าบาปกรรมไม่มีจริง หากบาปกรรมมีจริงพระภิกษุ – สามเณร ที่มีพฤติกรรมชั่ว ไม่ดีคงได้รับกรรมกันหมดแล้ว ตั้งแต่นั้นมาจึงไม่มีใครกล้าห้าม จนเกิดเรื่องขึ้นดังกล่าว ชาวบ้านเชื่อว่าสาเหตุการฆ่าฝังศพสามเณรปลื้ม ไม่ได้มาจากการที่สามเณรปลื้มขโมยเงิน และสร้อยคอทองคำ ตามที่นางปิยฉัตร หรือ บิว กล่าวอ้าง แต่มาจากการที่สามเณรปลื้ม ไปล่วงรู้ความลับหรือเห็นพฤติกรรมไม่เหมาะสมบางอย่างเกี่ยวกับนางปิยฉัตร หรือ บิว กับพระในวัด

ด้าน พล.ต.ต.วันไชย เอกพรพชิญ์ ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า พฤติกรรมของแก๊งฆ่าสามเณรปลื้ม ฝังดินรายนี้ โหดเหี้ยมผิดมนุษย์ เพราะตามแนวทางการสอบสวน และคำรับสารภาพของนายเด่นชัย หรือ อดีตพระเด่น และสามเณรสุริยา ระบุว่า หลังจากเรียกสามเณรปลื้ม มาเค้นสอบเรื่องขโมยเงิน และสร้อยคอทองคำ ของนางปิยฉัตร หรือ บิว แต่สามเณรปลื้ม ไม่ยอมรับ จึงถูกรุมทุบตีจนสลบคาที เมื่อฟื้นขึ้นมาก็ถูกรุมซ้อมอีก