กรมควบคุมมลพิษ กรุงเทพ ฝุ่นละออง สภาพอากาศ หมอก

กรมควบคุมฯ เผยเช้านี้พบค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน 2 พื้นที่ในกทม.

Home / ข่าวทั่วไป / กรมควบคุมฯ เผยเช้านี้พบค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน 2 พื้นที่ในกทม.
กรมควบคุมมลพิษ เผยค่าฝุ่นละอองในกรุงเทพมหานคร เกินเกณฑ์มาตรฐาน 2 พื้นที่ บริเวณริมถนนอินทรพิทักษ์ และริมถนนลาดพร้าว และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

วันนี้ ( 12 ก.พ. 61) กรมควบคุมมลพิษ เผยค่าฝุ่นละอองในกรุงเทพมหานคร เกินเกณฑ์มาตรฐาน 2 พื้นที่ บริเวณริมถนนอินทรพิทักษ์ และริมถนนลาดพร้าว และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แจงอยู่ระหว่างปรับปรุงการคำนวณค่าดัชนีคุณภาพอากาศ พร้อมเร่งสื่อสารทำความเข้าใจต่อประชาชน

โดยกรมควบคุมมลพิษ รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ประจำวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 ณ เวลา 8:00 น. ปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ตรวจวัดได้ระหว่าง 46-59 มคก./ลบ.ม. เกินเกณฑ์มาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) 2 สถานี ที่บริเวณริมถนนอินทรพิทักษ์ และริมถนนลาดพร้าว ปริมาณฝุ่นละอองมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกพื้นที่ จากที่กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์สภาพอากาศในพื้นที่ กทม. มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ความชื้น 94%

ทั้งนี้หลังเกิดปัญหาค่าฝุ่นละออง PM2.5 เกินมาตรฐานในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนกรุงเทพฯ ทางกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงเริ่มสั่งการหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว เริ่มภารกิจสลายหมอกควันในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยให้พิจารณาแนวเส้นทางการบินในเขตปริมณฑลที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการจราจรทางอากาศ

ด้านนายสุรสีห์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ ( 9 -11 ก.พ.61) กรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ติดตามกรณีปัญหาค่าฝุ่นละอองในพื้นที่กรุงเทพฯ มีค่าเกินมาตรฐาน 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตรในหลายพื้นที่ โดยค่าปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ที่ตรวจวัดได้ระหว่าง 38-70 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตรตลอด 3 วันที่ผ่านมา จึงได้รายงานไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และได้รับการมอบหมายให้เร่งทำฝนเพื่อช่วยเหลือประชาชน โดยได้สั่งการให้หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว ขึ้นบินปฏิบัติภารกิจทำฝนสลายหมอกควัน โดยใช้เครื่องบินแบบคาราวานจำนวน 2 ลำ เพื่อติดตามและเตรียมความพร้อมสำหรับการปฏิบัติการฝนหลวงบรรเทาปัญหามลพิษ

เนื่องจากหมอกควันปกคลุมในพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคกลาง และได้ประสานการทำงาน 2 หน่วยปฏิบัติการ ทั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง และหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก โดยให้ความสำคัญของเขตเส้นทางการบินบริเวณเขตปริมณฑลที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการจราจรทางอากาศ และแนวพัดสอบของลมที่จะส่งผลให้เกิดการเบียดตัวเข้าหากันของลมใกล้พื้นโลก ทำให้อากาศบริเวณแนวเบียดตัวลอยขึ้น ซึ่งอาจมีโอกาสเกิดฝนตกมากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตามกรมฝนหลวงฯ จะยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน