ข่าวINN พิมาย สำนักศิลปากร เขตโบราณสถาน

ผอ.สำนักศิลปากร แจงเข้าใจผิด ปมค้านประกาศเขตโบราณสถานพิมาย

Home / ข่าวทั่วไป / ผอ.สำนักศิลปากร แจงเข้าใจผิด ปมค้านประกาศเขตโบราณสถานพิมาย
ความคืบหน้า ชาวบ้านคัดค้านประกาศเขตโบราณสถานพิมาย ผอ.สำนักศิลปากรที่ 12 แจงชาวบ้านเข้าใจผิดยันสามารถซื้อขายได้

ความคืบหน้า กรณีที่มีชาวบ้านที่อาศัยในเขตเทศบาลตำบลพิมาย จ.นครราชสีมา หลายร้อยคน ได้ออกมาคัดค้นการประกาศเขตพื้นที่โบราณสถานพิมาย ของกรมศิลปากร ภายหลังจากที่ทางกรมศิลปากร ได้ทำหนังสือส่งถึงประชาชน จำนวน 1,665 ครัวเรือน ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 2,658 ไร่ 25 ตารางวา ในเขตบริเวณโดยรอบอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย เพื่อให้เจ้าของหรือผู้ครอบครอง ได้ทราบว่า ทางกรมศิลปากร จะอาศัยอำนาจตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติโบราณสถานโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 เพื่อประกาศให้พื้นที่ดังกล่าว เป็นเขตโบราณสถาน

โดยหนังสือระบุวันที่แจ้งมาตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2560 แต่หนังสือเพิ่งมาถึงชาวบ้านเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งมีกำหนดให้ชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วย สามารถไปใช้สิทธิ์ฟ้องร้องต่อศาลปกครองภายใน 30 วันนั้น ได้สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนในพื้นที่ อ.พิมายเป็นอย่างมาก จนได้มีการออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านเพราะเกรงจะได้รับผลกระทบที่อยู่อาศัยและการประกอบธุรกิจต่างๆ ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดวันนี้ (27 ก.พ. 2561) นายจารึก วิไลแก้ว ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 12 จ.นครราชสีมา ชี้แจงว่า จากกรณีที่ชาวบ้านคัดค้านการประกาศเขตพื้นที่โบราณสถานรอบปราสาทหินพิมาย ของกรมศิลปากร เนื่องจากชาวบ้านส่วนหนึ่งเกรงว่าหากประกาศเป็นเขตพื้นที่โบราณสถานไปแล้ว พื้นที่ครอบครองของตนจะเกิดปัญหาต่างๆ ขึ้นมากมาย เช่น

1. สิ่งปลูกสร้างและที่ดินดังกล่าวจะไม่สามารถขายเปลี่ยนมือได้

2. จะไม่สามารถต่อเติมอาคารบ้านเรือนได้

3. ในการทำธุรกิจของชาวบ้านจะมีปัญหาในเรื่องของการกู้เงิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบ้านบางส่วนยังเข้าใจผิด โดยทางกรมศิลปากรได้มีการชี้แจงไปแล้วว่า สิ่งปลูกสร้างและที่ดินดังกล่าวยังสามารถขายเปลี่ยนมือได้ตามปกติ และสามารถปลูกบ้านหรืออาคารแทนหลังเก่าได้ อีกทั้งยังสามารถต่อเติมบ้านและอาคารได้ เพียงแต่กรมศิลปากรจะเข้ามาควบคุมดูแลเรื่องความสูงของสิ่งปลูกสร้างเท่านั้น โดยความสูงห้ามเกินตึก 2 ชั้น หรือประมาณ 9 เมตร เหมือนกับพื้นที่ประกาศเป็นโบราณสถานในเขตจ.สุโขทัย จ.อยุธยา และจ.กำแพงเพชร เป็นต้น

ซึ่งในพื้นที่ที่ประกาศไปแล้วนั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ได้ยื่นเรื่องขออนุญาตก่อนทำการก่อสร้างมาเรื่อยๆ ไม่ได้มีปัญหาแต่อย่างใด นอกจากกลุ่มคนที่เสียผลประโยชน์ ต้องการออกเอกสารสิทธิ์บริเวณสระน้ำเมืองโบราณ ซึ่งปกติไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ ให้บุคคลใดครอบครองได้ และในอ.พิมายก็มีสระน้ำเมืองโบราณเช่นกัน อยู่ทางทิศใต้ของเมือง ขนาดความกว้าง 750 ม. ความยาว 1,800 ม. อีกทั้งในเรื่องที่ชาวบ้านกังวลใจ ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในการกู้เงินเพื่อทำธุรกิจนั้น เป็นความเข้าใจผิดและคิดกันไปเองซึ่งไม่เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด และหากชาวบ้านยังยืนยันจะคัดค้านการประกาศเขตพื้นที่โบราณสถานรอบปราสาทหินพิมาย ของกรมศิลปากรนั้น ก็ต้องว่ากันตามกระบวนการทางกฎหมายต่อไป